วันที่ 4 มกราคม 2568 สมาคมสตรีนครเชียงใหม่โดยคุณวรัญญา เลิศวรกิจพิพัฒน์ นายกสมาคมสตรีนครเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จัดงานถ่ายทําวิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์ ฟ้อนเล็บอัตลักษณ์แบบคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้า ดารารัศมี ณ หอคําหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้นําหน่วยงาน และประชาชนเข้าร่วมการถ่ายทำในครั้งนี้

โดยในงานนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์การ จัดงานสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี “นครเชียงใหม่เมืองแห่งความสุขด้วยวิถีวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน” ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 เมษายน 2568 ณ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และบริเวณรอบคูเมืองด้านใน (ประตูข้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ประตูสวนปรุง ประตูสวนดอก) นอกจากนี้ยัง มีการจัดพิธีมหามงคลบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายบูรพกษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ร่วมทำบุญตักบาตร พระภิกษุสงฆ์สามเณร 729 รูป พิธีบวงสรวงถวายบูรพกษัตริย์ และ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตามแบบประเพณีล้านนา พิธีถวายเครื่องสักการะ โดยจัดขบวน แห่เครื่องราชสักการะตามแบบประเพณีล้านนา รวมถึงขบวนพ้อนเล็บอัตลักษณ์แบบคุ้มเจ้าหลวงพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เพื่อถวายและ เฉลิมฉลอง จำนวน 19,901 คน จาก ประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ สู่บริเวณพิธี นอกจากนี้ยังได้มีการจัดนิทัศการและการแสดง เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ล้านนาระหว่างวันที่ 19-20 เมษายน 2568 อีกด้วย
โครงการ สมโกชเชียงใหม่ ๗๒๙ ปี “นครเชียงใหม่เมืองแห่งความสุขด้วยวิถีวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน” “Chiang Mai’s 729th Anniversary Celebration”‘
“Chiang Mai : A City of Joy Embracing a Sustainable Cultural Heritage”
ปฐมบทแห่งการสร้างเมืองเชียงใหม่นับเนื่องมาจากพระยามังราย กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่แห่ง ราชวงศ์มังราย ทรงเริ่มต้นรวบรวมเมืองหรือแคว้นขนาดเล็กที่กระจัดกระจายและเป็นอิสระต่อกัน ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนพัฒนาเป็นรัฐขนาดใหญ่ขึ้น โดยในระยะแรกพญามังรายทรงรวมแคว้น โยนกก่อน แล้วพยายามขยายอานาจสู่หัวเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ เป็นบริเวณกว้าง จากนั้นเริ่มขยายอานาจ สู่แคว้นหริภุญไชยที่มีความเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ เมื่อพญามังรายยึดเมืองหริภุญไชยแล้วได้ผนวก เข้ากับแคว้นโยนก หลังจากนั้นได้เข้ายึดเมืองเขลางค์นคร พญามังรายจึงครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ ของภาคเหนือ และสถาปนาขึ้นเป็นอาณาจักรล้านนา นอกจากนี้ ทรงได้ทำสัญญาระหว่างพญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง ใน พ.ศ. 1830 เพื่อสร้างความมั่นใจว่าในการขยายอานาจสู่แม่น้ำปิงนั้นจะไม่ถูก พญางำเมืองและพ่อขุนรามคาแหงขัดขวาง

หลังจากยืดเมืองหริภุณไชยได้แล้ว ทรงครองแคว้นอยู่ระยะหนึ่ง แล้วย้ายมาสร้างอีกเมืองหนึ่ง คือ เวียงกุมกาม โดยมีพระประสงค์ให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ที่ตั้งของเวียงกุมกามเป็นที่ลุ่มต้า น้าท่วมในฤดูน้าหลาก พญามังรายจึงพยายามหาชัยภูมิเพื่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ จนพบพื้นที่บริเวณ ที่ราบลุ่มแม่นํ้าปิง ตอนเหนือของเวียงกุมกามบริเวณเชิงดอยสุเทพ เป็นบริเวณที่มีชัยภูมิดีเหมาะแก่การ สร้างราชธานีถาวร และเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา พระองค์ได้เชิญพระสหาย คือ พญางําเมือง และพ่อขุนรามคําแหง มาร่วมพิจารณาการสร้างเมือง พญามังรายทรงสร้างเมืองแห่งใหม่นี้โดยให้ชื่อว่า ‘นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ใน พ.ศ. ๑๘๓๙ ซึ่งถือเป็นปีแห่งการสถาปนาเมืองเชียงใหม่อย่างเป็น ทางการนับเป็นเวลา 728 ปีนับถึงปัจจุบัน คือ พ.ศ.2567 เชียงใหม่ผ่านวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านผู้ปกครองหรือผู้ครองนครมาหลายสมัย ความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา ภายหลังที่พญามังรายสถาปนาเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร ล้านนาตอนล่าง แล้ว ได้ทรงสร้างอาณาจักรให้เป็นปีกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น ทั้งด้านการเมือง การปกครอง

การค้า และศาสนา ด้านการเมือง การปกครองพญาเม็งรายทรงส่งพระญาติวงศ์ไปปกครองหัวเมือง ต่าง ๆ ที่เป็นเมืองขึ้น หรือเมืองที่ สร้างขึ้นใหม่ เช่น ลาปาง เชียงตุง เชียงรุ้ง ส่งโอรสไปปกครอง เมืองที่สาคัญ ๆ ได้แก่ เมือง นาย หัวเมืองไทไหญ่ และเชียงราย ซึ่งในระยะแรก ถือเป็นศูนย์กลางของ การปกครองอาณา จักรล้านนาตอนบน รัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชกษัตริย์องค์ที่ 9 ที่ได้รับการยกย่องให้มีฐานะเป็น”ราชาธิราช” เท่ากับกษัตริย์อยุธยา ทรงแผ่ขยายอาณาเขตของล้านนาไปอย่างกว้างขวาง โดยทาง ด้านใต้และด้าน ตะวันออก ยึดได้เมืองน่าน แพร่ จนถึงหลวงพระบาง ด้านตะวันตกขยายไป จนถึงรัฐฉาน เช่น เมืองไลคา สีป้อ ยองห้วย ด้านเหนือยึดได้เมืองเชียงรุ้งและเมืองยอง นอก จากนั้นยังได้ทาสงครามกับอาณาจักร อยุธยาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ นานถึง 25 ปี แต่ไม่สามารถเอาชนะกันได้ จนผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน
ด้านศาสนาพญามังราย ทรงรับอิทธิพลศาสนาพุทธจากแคว้นหริภุญไชยซึ่งเป็นศูนย์กลาง ทางพุทธ ศาสนาตั้งแต่เดิม จนสมัยของพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 ที่ได้ทรงรับเอาลัทธิลังกาวงศ์ จาก อาณาจักรสุโขทัยมาเผยแพร่ ได้โปรดให้สร้างวัดวาอารามและเจดีย์มากมาย เช่น สร้างวัด สวนดอก หรือวัดบุปผาราม รวมทั้งวัดพระธาตุดอยสุเทพและเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริก ธาตุ ที่พระสุมนเถระ อัญเชิญมาจากสุโขทัย แล้วอัญเชิญไปไว้ที่วัดสวนดอก และวัดพระธาตุ ดอยสุเทพ
นอกจากนั้น ทรงได้สนับสนุนให้พระภิกษุจากเมืองต่าง ๆ มาศึกษาพระธรรมวินัยแบบ ลังกาวงศ์ ที่วัดบุปผาราม และอาราธนาพระสงฆ์ในนิกายเดิมมาบวชใหม่ในนิกายลังกาวงศ์ อีกด้วย จึงทาให้ใน รัชสมัยของพระองค์เป็นศูนย์กลางทาง ศาสนาแทนหริภุญไชยไปในที่สุด

ในรัชสมัยของพญาสามฝั่งแกน กษัตริย์องค์ที่ 8 ได้ส่ง คณะสงฆ์ เดินทางไปศึกษาพุทธ ศาสนายังลังกา และได้กลับ มาเผยแผ่พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ ไปยังเมืองต่าง ๆ จนทํา ให้ พระภิกษุ ตื่นตัวศึกษาปริยัติธรรมจนแตกฉานสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ 9 ได้ทรงให้จัดการ สังคายนา พระไตรปิฎกขึ้น ซึ่ นับว่าเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ทรงสร้างวัดขึ้นอีกหลายวัด เช่น วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) วัดป่าแดงมหาวิหาร เป็นต้น ทรงสร้างต่อเติมเจดีย์หลวงให้สูงขึ้น ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดพระธาตุลําปางหลวง ล่วงมาในสมัยพญาแก้ว หรือพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 11 ภิกษุชาวเชียงใหม่ ได้สร้าง ผลงาน วรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่สําคัญไว้มากมาย เช่น จามเทวีวงศ์ ซินกาลมาลีปกรณ์ เวสสันดร ทีปนี้ มุลศาสนา และปัญญาสชาดก เป็นต้น จนถึงช่วงเวลาที่พม่ายึดครองเชียงใหม่ (พ.ศ.2101-2317) เป็นเวลา 216 ก่อนที่จะมีการ “ฟื้นมาน” หรือปลอดแอกอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการร่วมมือของพญาจ่าบ้าน เจ้ากาวิละ และน้องทั้ง ๖ ผู้เป็นวงค์เชื้อ เจ้าเจ็ดตน” กับกรุงธนบุรี จนสามารถขับไล่พม่าได้ส่าเร็จ จนกลายเป็นศูนย์กลางของ ความยิ่งใหญ่ ความเจริญทุกด้านช่างสกุลจนเป็นที่ยอมรับในนานาประเทศ เนื่องจากเชียงใหม่เป็น รูนย์กลางของอาณาจักรล้านนามาข้านาน จึงมีงานศิลปหัตถกรรม มากมาย ทั้งด้านงานศิลปและงานช่าง

อีกทั้งมีช่างฝีมือจากที่ต่าง ๆ เป็นจ๋านวนมากมาตั้งรก รากอยู่บริเวณรอบกําแพงเมือง งานฝีมือด้านต่าง ๆ ของเชียงใหม่จึงรุ่งเรืองและอยู่ในความ อุปถัมภ์ของเจ้านายคุ้มหลวง ซึ่งปัจจุบันงานด้านหัตถกรรมของ เชียงใหม่ บางแห่งยังคงสร้างขึ้นตามแบบเดิมในอดีต ส่วนใหญ่แม้ยังใช้พื้นฐานของเทคนิค และวิธีการ ผลิตเก่า แต่ได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาทั้ง รูปแบบทางศิลปะ กระบวนการผลิต และการจัดการให้เข้ากับ กลไกตลาด เพื่อตอบสนอง ความต้องการของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งานด้านหัตถกรรมของ เชียงใหม่ ที่ยัง คงเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่นิยมมีอยู่หลายชนิด เช่น งานภูมิปัญญา เครื่องเงิน เครื่องเขิน ไม้แกะสลัก งานสานไม้ไผ่ ผ้าทอ ตีนจก ผ้าไหมสันกําแพง เครื่องปั้นดินเผา ร่ม โคม ตุง และกระดาษสา ฯลฯ เป็นต้น
จนถึงสมัยของ *สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ” (รัชกาลที่ 1) ได้ทรงสถาปนา “พระยากาวิละ” (กาวิละ ณ เชียงใหม่) ข้นเป็น “พญากาวิละ” เป็นต้นตระกูล “ณ เชียงใหม่” ปกครอง “เมืองเชียงใหม่” สืบเนื่องมาจนถึง “เจ้าแก้วนวรัฐ” เป็นองค์สุดท้าย ซึ่งนับเป็นองค์ที่ 9 ”” หมายเหตุ : “พระยา” เป็นตําแหน่งของขุนนางในพระราชวังของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ “พญา” เป็นตําแหน่งกษัตริย์ของอาณาจักรล้านนาในอดีต เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ 5) ทรงยุบเมืองประเทศราช (อาณาจักรล้านนา) เข้ากับอาณาจักรไทยในปี พ.ศ.2440 และได้ยกเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็น “มณฑลพายัพ” (ภาคเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน)

ต่อมา ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ก็ยุบเลิก “มณฑลพายัพ” จึงทําให้เมืองเชียงใหม่ถูกเปลี่ยนเป็นจังหวัดเขียงใหม่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเชียงใหม่มีอายุตั้งแต่เริ่มสร้างเมือง จนถึงปัจจุบัน กําเนิดเชียงใหม่ 729 ปี แห่งอารยธรรมล้านนา ที่รวมถึงเมืองเชียงใหม่ มีประวัติความเป็นมา ที่น่าสนใจ เนื่องจากในแถบบริเวณภาคเหนือในปัจจุบันมีเรื่องเล่าทางประเพณี ศิลปวัฒนธรรม จารีตฮีตฮอย สถาปัตยกรรมที่เป็นร่องรอยอารยธรรม และพงศาวดารที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ให้ คนรุ่นหลังศึกษา สืบสาน รักษา ต่อยอด กันต่อไป

สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ ตระหนักเห็นถึงคุณค่าวัฒนธรรมและภูมิปัญญาล้านนา ที่ยอมรับและ ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ความเชื่อ และค่านิยม แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น จึงได้จัดทาโครงการสมโภชเชียงใหม่ 729 ปี “นครเชียงใหม่เมือง แห่งความสุขด้วยวิถีวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน” โดยนำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ได้แก่ ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (ผมป) ได้แก่ แม่บทที่ 5.การท่องเที่ยว แม่บทที่ 10.การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม และ แม่บทที่ 13.การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี เปูาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ยุทธศาสตร์ การส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยวให้มีชื่อเสียงระดับประเทศ ยุทธศาสตร์การพัฒนาของจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงาม และเพื่อเป็นการส่งเสริมและรับนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการขับเคลื่อนปฏิทินเทศกาล 12 เดือน12 ธีมภายใต้แนวคิดการใช้อีเว้นท์และงานเทศกาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมให้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มุ่งหวังใช้งานเทศกาลดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี หวังสร้างเมืองเทศกาลโลก ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาเทศกาลหรือกิจกรรมสาคัญของเมือง ซึ่งจะเป็นการ เพิ่มรายได้และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น โดยกระตุ้นให้แต่ละหน่วยงานร่วมพัฒนาและ ส่งเสริมสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาคีเครือข่ายให้สอดคล้องกับแนวคิด 12 เดือน 12 ธีม ขับเคลื่อนการตลาดเมืองและสร้าง City Branding ในฐานะเมืองเทศกาลโลก ทั้งยังเป็นกรอบแนวทาง ในการทาตลาดและประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ให้ง่ายต่อการสร้างการรับรู้และจดจาแก่ นักเดินทางไมซ์และนักท่องเที่ยว









ร่วมแสดงความคิดเห็น