โซเชียลในจ.แพร่ระอุ โรงเรียนดัง อ.ร้องกวาง กร้อนผมเด็ก-ฟาดด้วยหวายเป็นแผล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสโซเซียล จ.แพร่ ร้อนระอุ แชร์กันไปทั่ว เมื่อเพจ เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ โพสภาพ พร้อมกับ เด็กนักเรียนถูกกร้อนผม และรอยถูกฟาด และขึ้นหัวว่า “อีกแล้วโรงเรียนดัง จ.แพร่ จับนักเรียน ม.ต้น กร้อนผมแล้วฟาดด้วยไม้หวายละเมิดสิทธิเด็ก”
(10 พ.ย. 65) เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนเหตุครูฝ่ายปกครองโรงเรียนดัง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ ตรวจผมนักเรียนระดับชั้นม.ต้น ระหว่างวันที่ 9-10 พ.ย. ครูจับนักเรียนกว่า 50 คน กร้อนผม ใช้ปัตตาเลี่ยนไถเป็นรอยเว้าแหว่งหลายจุด และครูยังลงโทษด้วยการใช้ไม้หวายตี แรงเฆี่ยนทำให้โดนทั้งบั้นท้ายและแขนของนักเรียน ปรากฏเป็นบาดแผลที่แขนอย่างเห็นได้ชัด

แหล่งข่าวยังแจ้งว่า ที่ผ่านมานักเรียนตัดผมเท่าไหร่ก็ไม่ถูกใจฝ่ายปกครอง ทั้งที่เป็นสิทธิของนักเรียน หลายคนโดนไถเป็นรอยแก้ทรงยาก ทำให้ขาดความมั่นใจกระทบต่อบุคลิกภาพ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิเนื้อตัวร่างกาย แต่ไม่สามารถขัดขืนอำนาจนิยมภายในโรงเรียนได้ จึงได้ทำการร้องเรียนผ่านทางเครือข่ายฯ โดยไม่เปิดเผยชื่อหวั่นถูกคุกคาม
อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นในโรงเรียนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่เคยได้รับการร้องเรียนมาแล้วหลายครั้ง นอกเหนือจากการนำเสนอข่าว ทางเครือข่ายฯ ยังได้ช่วยเหลือนักเรียนโดยการให้คำแนะนำทางกฎหมาย หากประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมถึงการให้ข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน และการปกป้องสิทธิเด็กมาโดยตลอด
กรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าจะมีกติการะหว่างประเทศและกฎหมายที่รับรองและคุ้มครองสิทธิเด็กไว้แล้วในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 อ้างอิงตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ประกอบไปด้วยคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 (Déclaration des droits de l’homme et du citoyen) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน : Universal Declaration of Human Rights (UDHR) ข้อ 3 สิทธิในการมีชีวิต “ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล” รวมถึงแนวปฏิบัติ “การวางกฎระเบียบของสถานศึกษาให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามข้อ 28 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child)
นอกจากนี้ยังมี “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมนักเรียน พ.ศ. 2563” ล่าสุดที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในข้อ 4 นักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางตามความเหมาะสม นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย และข้อ 7 กำหนดให้สถานศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาหรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนวางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่มีความเฉพาะเจาะจงได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ
ตามหลักลำดับศักดิ์ของกฎหมาย กฎระเบียบที่จัดทำขึ้นเองภายในโรงเรียนและวิธีการลงโทษนักเรียน ไม่สามารถขัดแย้งต่อกติกาสากลระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงทั้งหมดที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิเด็กได้
ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดการลงโทษของครูแบ่งออกเป็น 1.ว่ากล่าวตักเตือน 2.ทำทัณฑ์บน 3.ตัดคะแนนความประพฤติ 4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนั้น “ครูไม่มีสิทธิลงโทษด้วยการตีเด็ก” หากครูฝ่าฝืน จะผิดวินัยตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ อาจถูกปลดหรือไล่ออกจากราชการ และต้องโทษความผิดตามกฎหมายอาญาฐานทำร้ายร่างกาย ผู้ปกครองสามารถดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายทั้งทางอาญาและแพ่งได้

เครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแพร่รายงาน
สำหรับเรื่องดังกล่าว ทางด้าน นายอาณัติ มีบุญ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ และ นายประสิทธิ์ อินวรรณา ผอ.สพม.แพร่ ทราบเรื่องแล้วมอบหมายให้ นางศุภมาศ สินมณี รองผอ.สพม.แพร่ พร้อมด้วยนิติกร สพม.แพร่ เจ้าหน้าที่กลุ่มบริหารงานบุคคลเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว
ร่วมแสดงความคิดเห็น