เกษตรกรครวญ ผลผลิตตกต่ำ เงินเยียวยาโควิด 19 ส่องบซ้ำซ้อน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้ออยู่ ส่งผลให้ระบบขนส่งภายในประเทศ มีความยากลำบาก และส่งผลกระทบต่อผลผลิตที่เริ่มทยอยออกมาในแต่ละภูมิภาค เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ จะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563″ แม้ตลาดปลายทาง เช่น จีนจะมีความต้องการสินค้าจากไทย แต่การขนส่งก็เป็นอีกอุปสรรค และยังพบว่าล้งปรับเปลี่ยนการรับซื้อผลผลิตจากแบบเหมาสวน เป็นเหมาแบบตีราคากันเดือนต่อเดือน เช่น ช่วงมีนาคม 2563 ราคาทุเรียนเหมาอยู่ที่130-155 บาท/กก. ส่วนราคาเหมาล่วงหน้าเดือนเมษายน ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 อยู่ที่ 115-130 บาท/กก.ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงเกษตรกรพึงพอใจ “
ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของ
โควิด -19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วนรวมทั้งสินค้าเกษตร ซึ่งบางสินค้าจะมีผลผลิตออกมากในช่วงวิกฤตนี้และไม่สามารถส่งออกได้ ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ โดยกลุ่มผลผลิตสินค้าที่ไม่สามารถเก็บรักษาได้ในระยะเวลานาน เช่น มะม่วง มังคุด องุ่น ลิ้นจี่ ลำไย พืชผัก ไม้ดอกต่าง ๆ เป็นต้น จำเป็นต้องรีบจำหน่ายผลผลิตให้ถึงมือผู้บริโภคก่อนสินค้าเกษตรจะเสียหาย จึงได้จัดทำโครงการสนับสนุนสินค้าเกษตรไทยสู้ภัยโควิด 19 ภายใต้แนวคิด” ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” เป็นอีกกลไกมาส่งเสริมการบริโภคพืช ผัก ผลไม้ภายในประเทศ เน้นจำหน่ายตรงกับผู้บริโภค วิสาหกิจชุมชนต่างๆ แปรรูปสินค้า ซื้อขายผ่านกลไกสหกรณ์การเกษตร รวมถึงตลาดกลางสินค้าเกษตรต่างๆ และการซื้อขายผ่านระบบ ออนไลน์ จะนำไปใช้บริหารจัดการผลไม้แต่ละจังหวัดในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19
ล่าสุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกกลุ่มที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐ ไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูล ธ.ก.ส. และกระทรวงการคลัง กลุ่มเกษตรกรที่ตกหล่นไม่ได้ขึ้นทะเบียนในโครงการประกันรายได้เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ด้วยเล็งเห็นว่าถ้าช่วยครัวเรือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือนจะช่วยเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนได้มาก
เครือข่ายเกษตรกร ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ) ให้ข้อมูลว่าในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 และภาครัฐฯ มีมาตรการต่างๆออกมาช่วยเหลือนั้น นอกจากราคาผลผลิตตามฤดูกาลในแต่ละจังหวัด เช่นมะม่วง, ลำไย, ทุเรียน, มังคุดเกษตรกรต้องรับมือกับเล่ห์เหลี่ยมแต่ละล้งที่พยายามกดราคาแล้ว ยังพบว่ามาตรการเยียวช่วยเหลือที่มีกระแสข่าวจากหน่วยงาน,บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ข้อมูลช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ครัวเรือนละ 3 หมื่นบาท เป็นเงินก้อนเดียว แล้วลดเหลือ เดือนละ 5 พันบาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ก่อนจะประเมินสถานการณ์ กำหนดความช่วยเหลือใหม่ ให้เหมาะสม ” จนชาวบ้านเลิกคาดหวัง พยายามหาทางดิ้นรนช่วยเหลือตนเอง ครอบครัวให้อยู่รอดให้ได้ ซึ่งหลังวิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไป สังคมเกษตรกร สังคมไทย จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่นอน “
กลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกมะม่วง จ.เชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นว่า ตลาดมะม่วงในพื้นที่ส่วนมากจะคัดเกรดส่งออกและส่งตามโมเดิร์น เทรดคู่ค้า แต่เมื่อมีโรคโควิด 19 ทำให้ ห้างฯ มีคนเดินน้อยลงในส่วนฟู๊ดเซ็นเตอร์ แผนกขายอาหาร พืชผักผลไม้ และการขนส่งไปตลาดส่งออก ก็มีปัญหาเรื่องแรงงาน
” ประเด็นสำคัญที่ผู้นำกลุ่มเกษตรกร ได้รับทราบข้อมูล จาก คณะทำงานระดับนโยบายคือ กระทรวงเกษตรฯจะมีงบประมาณในปี 63 ราวๆ 109,113 ล้านบาทลดจากงบปี62 ประมาณ 2 พันกว่าล้าน งบที่แยกไปยังกลุ่มงานพัฒนาการผลิต, 17,445 ล้าน กลุ่มบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตกว่า 76,973 ล้านบาท เป็นต้น “
ข้อท้วงติง เรื่องงบเยียวยาโควิด 19 ที่อาจไปซ้ำซ้อนงบตามมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ที่กำหนดไว้แต่ละโครงการ ประกอบกับ ฐานข้อมูลกลุ่มเกษตรกรที่แต่ละหน่วยงานมี โดยเฉพาะ ธกส. รวบรวมว่ามีกว่า 9 ล้านคน หากยังต้อรอขั้นตอน ตรวจสอบสิทธิ์ กลุ่มต่างๆ งบจากเดิมครัวเรือนละ 3 หมื่นลดมาเหลือ 15,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 5 พันบาท ขนาดยังไม่ได้ช่วย เหลือตัวเลขก็ปรับลดลงเรื่อยๆ เกรงว่า พ้นระยะ 1-2 เดือน ถ้าโชคดี โรคโควิด 19 คลี่คลาย อาจไม่ได้รับการเยียวช่วยเหลือเช่นกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับก้อนแรกตั้งแต่เมษายนนี้ รายละ 5 พันบาทไปแล้ว

ร่วมแสดงความคิดเห็น