สวนกลางดง เมื่อป่า ตอบแทนคุณคน

หากเอ่ยถึงดินแดนแห่งผลไม้ ทุกคนคงจะนึกถึงภาคตะวันออกเป็นที่แรก แต่ถ้าเป็นเมืองแห่งผลไม้ของทางภาคเหนือ คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นั่นคือ อุตรดิตถ์

นอกจากลางสาด ผลไม้ชื่อดังสัญลักษณ์ของที่นี่แล้ว ยังมีทุเรียนโดยเฉพาะพันธุ์หลงลับแล หลินลับแล ที่กำลังได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เช่นเดียวกับ ลองกอง มังคุด ลำไย เงาะ และอื่น ๆ อีกสารพัด ผลผลิตเหล่านี้สร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้กับชาวอุตรดิตถ์มหาศาลในแต่ละปี

เอกลักษณ์ของสวนผลไม้ที่ จ.อุตรดิตถ์ ไม่เหมือนกับที่อื่น โดยสวนผลไม้ของชาวอุตรดิตถ์จะเป็นอยู่ร่วมภายในป่า โดยลักษณะการปลูก คือ ปลูกแซมไม้ป่า จึงอาจเรียกได้ว่า เป็นสวนผลไม้ในป่าอย่างไรก็ตามภายหลังกระแสการบริโภคทุเรียนเพิ่มสูงขึ้น ทั่วทุกภูมิภาคแห่ปลูกทุเรียนพาณิชย์ หรือการปลูกเชิงเดี่ยวมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ จ.อุตรดิตถ์ ที่ไม่อาจต้านทานกระแสนี้ได้ เมื่อเริ่มมีชาวสวนบางราย และทุนนอกปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำสวนผลไม้ในป่า มาเป็นการปลูกทุเรียนเชิงเดี่ยวมากขึ้น แน่นอนว่านอกจากผลไม้อื่น ๆ ภายในสวนจะล้มหาย ยังรวมถึงไม้ป่าที่มีความสำคัญในระบบนิเวศน์ก็ถูกโค่นล้มเพื่อหลีกทางให้ทุเรียนอีกด้วย

“ไม้ผลของเราจะปลูกเป็นแนวตามช่องร่วมกับต้นไม้ป่า ไม่มีระบบน้ำในการดูแลรักษา ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม้ผลที่ปลูกไว้สามารถเติบโตได้ดี ต้นไม้ป่าที่อยู่เดิมก็อยู่ได้ กลายเป็นพืชชั้นบนเป็นทั้งอาหาร และให้ร่มเงา ใบไม้ที่ร่วงหล่นกลายเป็นปุ๋ยให้กับไม้ผล เป็นการอยู่ร่วมกันของระบบนิเวศน์” สุทธิรัตน์ ปาลาศ เจ้าของบุญดํารงค์กรีนฟาร์ม บอกถึงลักษณะจำเพาะของสวนผลไม้อุตรดิตถ์ โดยเฉพาะที่อำเภอลับแล

เช่นเดียวกับการปลูกพืชชั้นล่าง อย่าง ผักกูด ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ข่า พริก หยวกกล้วย พืชพรรณเหล่านี้คือซูเปอร์มาร์เก็ตให้ได้เก็บกิน กลายเป็นความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวและชุมชน“นี่คือ ระบบที่เรียกว่า “วนเกษตร” ซึ่งเป็นการทำเกษตรในรูปแบบหนึ่งที่อยู่ร่วมกับป่า สามารถหวังผลทางรายได้จากผลผลิตร่วมด้วย เป็นการทำเกษตรในรูปแบบที่หลายคนใฝ่ฝัน” เจ้าของบุญดํารงค์กรีนฟาร์ม บอก

ไม่เพียงแต่คุณค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น แต่ “วนเกษตร” ยังมีคุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์มากมายมหาศาล

นายสุทธิรัตน์ ในฐานะเกษตรกรหัวก้าวหน้าผู้บุกเบิกการทำสวนเกษตรอินทรีย์ในอุตรดิตถ์ บอกว่า ใบไม้ที่หล่นจากต้นไม้ป่ากลายเป็นปุ๋ยชั้นดี เพิ่มธาตุอาหารให้ดิน ถ้าคำนวณแล้วใน 1 ไร่ จะได้ปุ๋ยมูลค่า 340,000 บาท นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเกษตรเชิงเดี่ยวถึงต้องใส่ปุ๋ยปริมาณมหาศาล เพราะดินแห้ง ไม่มีความชุ่มชื่น ในดินก็ไม่มีธาตุอาหาร จึงต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มทุกปี ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรก็จะเพิ่มขึ้นด้วยต่อมาคือ ไม้ใหญ่ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติ ให้น้ำ ให้โอโซน ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีมากกว่าสวนทั่วไป เช่นเดียวกับการรักษาหน้าดิน เพราะถ้ายังมีป่า มีต้นไม้อยู่หน้าดิน ปัญหาดินโคลนถล่มก็จะไม่เกินขึ้น

ที่สำคัญพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ถือเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำน่าน และปริมาณน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาร้อยละ 40 ก็มาจากแม่น้ำน่าน นี่คือการรักษาเส้นเลือดใหญ่ให้กับชีวิตของคนไทย

“เราไม่ปฏิเสธว่าเราทำเกษตรในพื้นที่ป่า แต่ทำอย่างไรให้ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้แบบสมดุล ไม่ใช่แบบไปขโมยตัดไม้หรือไปถางป่างเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว เมื่อคนดูแลป่า ป่าก็จะกลับมาดูแลเรา” สุทธิรัตน์ ย้ำคุณค่าการรักษาป่าแม้ระบบวนเกษตรจะมีความสำคัญเพียงใด แต่การทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อหวังรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นสิ่งล่อใจให้ชาวสวนหลายรายเริ่มปรับรูปแบบการทำเกษตรของตัวเอง ซึ่งหากไม่มีการยับยั้งแนวคิดนี้แล้ว นอกจากป่าไม้ที่จะหายไปแล้ว แม้แต่ชีวิตของชาวสวนก็จะไม่เหลือเลยด้วยซ้ำ

สมหวัง เอี่ยมงิ้วงาม ผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยกั้ง ต.บ้านด่านนาขาม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ กล่าวถึงวิถีการทำเกษตรดั้งเดิม ว่าทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ไม่มีใครรู้ว่าคือ “วนเกษตร” แต่เมื่อยุคสังคมเปลี่ยนไป อย่างลางสาด ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เคยมีราคาหน้าสวนถึงกิโลกรัมละ 30 บาท แต่เดี๋ยวนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น เมื่อขายไม่ได้ราคาชาวสวนก็เลิกปลูก หันมาปลูกลองกอง ผลไม้อื่นๆ เมื่อทุเรียนราคาดีก็มีคนแห่มาปลูกทุเรียน มีการปรับสวนป่ากลายเป็นสวนเชิงเดี่ยว ตัดต้นไม้ทิ้ง เพราะมุ่งหวังรายได้มากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าจะทำให้ทุกคนตาย

การฟื้นฟูและการอนุรักษ์การทำ “วนเกษตร” ในอุตรดิตถ์ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ชาวสวนต้องให้ความสำคัญและรักษาไว้ เช่นเดียวกับการป้องกันนายทุนนอกพื้นที่ ที่จะเข้ามาทำลายระบบวนเกษตรที่ดีอยู่แล้วแบบนี้สุทธิรัตน์ ย้อนกลับมาให้ความเห็นเรื่องนี้ ว่า ต้องสร้างความเข้าใจเปลี่ยนทัศนคติกับชาวสวน เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกับป่าได้ ให้ทุกคนมองถึงคุณค่ามากมายที่ซ่อนอยู่ มากกว่าที่จะคิดแค่ต้นไม้หนึ่งต้นจะตัดได้กี่ท่อนกี่แผ่น หรือตัดทิ้งไปปลูกผลไม้เชิงเดี่ยว จะคุ้มกันหรือไม่

“เรายกตัวอย่างให้เห็นว่า สมมุติว่าถ้าปลูกทุเรียนเชิงเดี่ยวได้ปีละ 280,000 บาท แต่คุณจะไม่มีอะไรกิน ต้องไปซื้อเขากิน แต่ถ้าทำในระบบวนเกษตรจะได้เพียง 260,000 บาท แต่ภายในสวนมันยังมีอื่น ๆ ที่ขายได้กินได้ รวมมูลค่าแล้วมากกว่า 300,000 บาทต่อปี” สุทธิรัตน์ บอกก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า ขณะที่การทำวนเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพนั้นจะมีใช้พื้นที่เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 10-15 ไร่ แต่ถ้าเป็นระบบเชิงเดี่ยวจะต้องใช้พื้นที่มากกว่า 50 ไร่ เพื่อเลี้ยงชีพได้ ดังนั้นมันต่างกันมาก เห็นแล้วใช่ไหมว่า วนเกษตรมันดีอย่างไร

ทางด้าน ชนวน รัตนวราหะ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และอดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้บุกเบิกเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวถึงหัวใจของระบบวนเกษตร ว่าภายในจะมี 3 ส่วน คือ พืชชั้นบนหรือไม้ป่าให้ปุ๋ยให้ความชุ่มชื้น ร่มเงา พืชชั้นกลางคือไม้ผลให้รายได้ และพืชชั้นล่าง คือพืชผักให้อาหาร ถ้าจะให้คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ ก็ต้องไม่ไปทำลายป่าและให้มีรายได้ในป่านั้นขณะเดียวกันวนเกษตรยังไม่ก่อให้เกิดโรคระบาด เพราะความหลากหลายทางชีวภาพทำให้ศัตรูทางพืชมีน้อยมาก ทุกอย่างจะเกื้อกูลกันอย่างสมดุล แต่ถ้าเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว หรือการไปเอาพืชจากแหล่งอื่นมาปลูกในพื้นที่ ทำให้เกิดโรคระบาด ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำลายพืชชั้นดีของท้องถิ่นออกไป

“นี่คือตัวอย่างที่เราไม่ระมัดระวังในการขายพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว” อาจารย์ชนวน ย้ำและว่า ดังนั้นเรื่องนี้ต้องส่งสัญญาณถึงภาครัฐว่าที่อยากให้มีการอนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่ามากขึ้น การเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรและรักษาป่าร่วมกันจึงน่าจะเป็นคำตอบ

โดยเป้าหมายจากนี้ต่อไปของสุทธิรัตน์ และ ผู้ใหญ่สมหวัง พร้อมด้วยสมาชิกวนเกษตร มุ่งหวัง คือ การทำสวนแบบอินทรีย์ ให้ป่าเป็นแหล่งที่ทำกิน ลำน้ำกินได้ สามารถเรียกคืนชีวิตกลับได้ อยากให้คนรุ่นหลังมาสัมผัส ว่า ในอดีตที่นี่เป็นอย่างไร มีเสน่ห์แค่ไหนแนวทางการรักษาระบบวนเกษตรให้ยังคงอยู่ได้นั้น คือการสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่า ด้วยแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ โครงการจัดการระบบการผลิต และการตลาดเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างสุขภาพดีแก่ผู้บริโภค เกษตรกร (Eat Right – Eat ORGANIC) ซึ่งดำเนินงานโดยโครงการจัดการระบบการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าเพื่อสร้างสุขภาพดีแก่ผู้บริโภคและเกษตรกร ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เข้ามาส่งเสริมกระบวนการพร้อมทั้งเปิดช่องทางกระจายผลผลิตของพี่น้องชาวสวน ตามแนวทาง ป่าอยู่ได้ คนมีรายได้และอยู่ได้

สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ ผู้จัดการโครงการจัดการระบบการผลิตฯ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินโครงการในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ว่า มี 2 แนวทาง คือ 1.วนเกษตร เพื่อฟื้นฟู รักษาวิถีชุมชนสวนเกษตร ซึ่งมีสมาชิก 25 ราย พื้นที่รวม 400 ไร่ และ 2.อินทรีย์แลกสิทธิ์ โดยทำที่ อ.น้ำปาด เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่า ด้วยการให้ชาวบ้านสามารถทำกินในที่ป่าของรัฐแต่ต้องทำแบบวิถีอินทรีย์เท่านั้น“เราสร้างความมั่นคงอาหารด้วยการให้เขารักษาป่า เพื่อให้เขาเก็บกินเป็นอาหาร เป็นภูมิปัญญาการพึ่งพาตนเอง และทำยังที่จะส่งต่อให้ลูกหลานสืบทอด ดังนั้นโมเดลการอนุรักษ์นี้จึงต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจให้ได้ด้วยถึงจะอยู่รอด” สุวรรณา กล่าว

วนเกษตรของชาวสวน จ.อุตรดิตถ์ ในวันนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่การสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวสวนของบรรพบุรุษเท่านั้น หากแต่นี่ คือ แฝงด้วยกุศโลบายที่ให้คนรักษาป่า  และป่าจะให้ชีวิตกลับคืนมา

ร่วมแสดงความคิดเห็น