เทรนด์ในการบริโภคเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ มาแรงในโซเชียล เช่น ลาบดิบ ส้าดิบ หลู้ หรือ “ซอยจุ๊” คือการนำเนื้อวัวดิบและเครื่องในวัวอย่างตับ สไบนาง และขอบกระด้ง มาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ โดยไม่ต้องปรุงรส แล้วจิ้มกินกับน้ำจิ้มที่เรียกว่า “แจ่วขม” เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน ช่วงเทศกาล “สงกรานต์” ของทุกปี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหมูที่ดิบ ไม่ควรจะนำมารับประทาน เพราะมีโอกาสที่จะเป็นอันตรายกับสุขภาพ เสี่ยงป่วยด้วย “โรคไข้หูดับ” ได้
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รณรงค์ออกเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ เป็นประจำทุกปี นอกจากการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ แล้ว ผู้ที่สัมผัสเนื้อหมูยังมีความเสี่ยงอีกด้วย

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าในปี 2564 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 557 ราย เสียชีวิต 24 ราย ปี 2565 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 386 ราย เสียชีวิต 9 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงาน ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55-64 ปี และ 45-54 ปี ตามลำดับ ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อมากที่สุดคือ ภาคเหนือ จังหวัดในภาคเหนือ ที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือจังหวัดลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน และสุโขทัย ตามลำดับ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ คือบริโภคเนื้อหมูที่ป่วย เนื่องจากเชื้อจะอยู่ในเนื้อหมูและเลือดหมู เมื่อมีการสัมผัสเนื้อหมูหรือนำมารับประทาน เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและสมอง เกิดเยื้อหุ้มสมองอักเสบ และกระจายไปบริเวณในร่างกาย
เชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) เป็นเชื้อก่อโรคที่เกิดในหมู เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ปกติจะพบในหมูเกือบทุกตัว ซึ่งฝังตัวอยู่ในต่อมทอนซิล จมูก ไส้ ของหมู หากหมูป่วย เชื้อจะมีปริมาณมากขึ้น อาจจะมีเชื้อกระจายเข้าไปในกระแสเลือด จากการรายงานพบเชื้อครั้งแรกในหมู เมื่อปี ค.ศ.1963 และในปี ค.ศ.1963 เริ่มมีรายงานการพบเชื้อในคน

เมื่อติดเชื้อจะแสดงอาการอย่างไร?
- หลังรับประทานเนื้อหมู หรือสัมผัสเลือดของหมูที่กำลังป่วย จะมีอาการ 3-5 วัน
- ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ คล้ายศีรษะจะระเบิดจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน เกร็งที่คอ ปวดท้ายทอย หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- กลุ่มเสี่ยงมีอาการป่วยรุนแรงหากมีการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ติดสุราเรื้อรัง ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไต มะเร็ง หัวใจ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ
เมื่อติดเชื้อแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
- อัตราเสียชีวิต 2-10 เปอร์เซ็นต์
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
- ติดเชื้อในกระแสเลือด
- ข้อบวม ตาบอด ท้องเสีย
- หูหนวกและเดินเซ เสียการทรงตัว 50-80 เปอร์เซ็นต์
จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง?
- ไม่ควรบริโภคเนื้อหมู เลือดหมู แบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ
- หลีกเลี่ยงการบริโภคหมูที่ป่วยหรือตายจากโรค
- ผู้ปรุงอาหาร ผู้เลี้ยง และผู้ชำแหละหมู ควรป้องกันบาดแผล และใส่ถุงมือขณะสัมผัสเนื้อหมู หากมีการสัมผัสต้องรีบล้างมือหรือบริเวณที่สัมผัสให้สะอาด
- เลือกเนื้อหมูจากตลาดสด หรือโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ซื้อหรือบริโภคเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาวหรือสีคล้ำ ไม่ควรซื้อหมูจากร้านค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและราคาถูก
- ควรปรุงสุกในอุณหภูมิ 70 องศาขึ้นไป
- ไม่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูดิบ ปนกันกับเนื้อหมูที่สุกแล้ว
และการป้องกันที่ดีที่สุด คือการย้ำเตือนตัวเอง ให้บริโภคอาหารที่ปรุงสุกอยู่เสมอ
นอกจากการรับประทานเนื้อหมูดิบ จะเสี่ยงต่อโรคไข้หูดับแล้ว ยังนำไปสู่ภาวะท้องเสีย และพยาธิอีกด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือการรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ
“รักชีวิต รักครอบครัว กินลาบคั่ว ไม่ต้องกลัว โรคไข้หูดับ”
ขอขอบคุณข้อมูล จาก : ผศ.นพ.จารึก หาญประเสริฐพงษ์ หัวหน้าหน่วยโสตประสาทและการสื่อความหมาย ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช.

ร่วมแสดงความคิดเห็น