เตือน! 17 จังหวัดภาคเหนือ เริ่มมีฝุ่น PM2.5 ถึงสีส้มในบางพื้นที่แล้ว!

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ทุกปี โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและภาคเหนือตอนบนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และดูเหมือนว่าสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในปีนี้จะมาเร็วมากกว่าปกติ

.

โดยปกติสถานการณ์ฝุ่นละอองในภาคเหนือ จะเริ่มมีในช่วงมกราคม – เมษายน แต่จากรายงานของศูนย์สื่อสารแก้ไขปัญหาทางอากาศ ได้เผยเกี่ยวกับผลคาดการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือว่า ฝุ่นอยู่ในระดับปานกลาง เริ่มมีฝุ่นหนักในบางพื้นที่ถึงขั้นมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI+) อยู่ที่ 119 US AQI+ และมีมลพิษทางอากาศ PM 2.5 อยู่ที่ 43  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 5 – 7 ธันวาคม 

.

ในปัจจุบันก็ได้มีหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือและแก้ไขแล้ว เช่น มาตราการของรัฐบาลที่ได้มีการควบคุมการเผาในที่โล่งแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่วิกฤต และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรทางเลือก การประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การควบคุมยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับมลพิษ การพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง การทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน และการให้ความรู้แก่ประชาชน

.

 แต่อย่างไรก็ตาม มาตราการของภาครัฐก็ยังคงมีจุดที่ต้องแก้ไขอยู่ รศ. ดร.วิษณุ อรรถวานิช นักวิชาการ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการปัญหา ซึ่งที่ผ่านมารัฐมักให้กรมควบคุมมลพิษเข้ามาเป็นหน่วยงานที่ดูแล แต่ปัญหาคือกรมมลพิษไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนต่างประเทศอย่างสหราชอาณาจักรที่มีหน่วยงานที่สามารถสั่งการข้ามกระทรวงได้เมื่อผู้ดูแลหลักไม่มีอำนาจเด็ดขาด ก็ทำได้แค่ขอความร่วมมือเท่านั้น

.

การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากรัฐบาลไทยยังคงใช้แนวคิดเดิมในการจัดการ ปัญหานี้จะไม่เพียงแต่ทำให้มีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น แต่จะส่งผลกระทบต่อภาระการคลังของประเทศในอนาคต ซึ่งปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นชั่วคราวตามฤดูกาล แต่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

.

รายการอ้างอิง :

.

กรมประชาสัมพันธ์ , ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน , iqair

ร่วมแสดงความคิดเห็น