ประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า พลนคร,เมืองพล หรือ เวียงโกศัย นั้นกล่าวว่า ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ระหว่างปี พ.ศ.1470 – 1560 พระนางจามเทวีเข้าครอบครองแคว้นล้านนาได้เปลี่ยนชื่อเมืองจากเมืองพลนครเป็น “โกศัยนคร” หรือ “เวียงโกศัย” ซึ่งแปลว่า “ผ้าแพร” นับแต่นั้นมาก็มีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมาโดยตลอดจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเจ้าพิริยะชัยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์ที่ 18 เป็นเจ้าหลวงกำกับด้วยข้าหลวงซึ่งโปรดเกล้าฯให้พระยาไชยบูรณ์ เป็นข้าหลวงองค์แรก
ต่อมาในปี พ.ศ.2445 พวกเงี้ยวได้ก่อการกบฏขึ้นโดยยึดสถานีตำรวจ ศาลากลาง ปล้นเงินคลังและปล่อยนักโทษออกจากคุก พระยาไชยบูรณ์ถูกพวกเงี้ยวจับตัวและถูกบังคับให้ยกเมืองให้ แต่พระยาไชยบูรณ์ไม่ยินยอมจึงถูกจับประหารชีวิต เมื่อความทราบถึงในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีนำทัพหลวงเข้าปราบปรามพวกเงี้ยวจนราบคาบ เจ้าพิริยะชัยเทพวงศ์ เกรงพระราชอาญาจึงลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบางและถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ.2452 นับแต่นั้นมาก็ไม่มีเจ้าผู้ครองนครแพร่อีกเลย
ปัจจุบันเมืองแพร่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเมืองที่การท่องเที่ยวคึกคักมากนัก แต่ด้วยเป็นเมืองที่มีธรรมชาติขุนเขาป่าไม้เขียวขจี เมื่อรวมกับศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ที่คนเมืองแพร่ ยึดถือปฏิบัติจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบบแล้ว จึงเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเมืองแห่งนี้มักยิ่งขึ้นโบราณสถานท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองแพร่เห็นจะได้แก่ “วัดพระธาตุช่อแฮ” ซึ่งเป็นวัดสำคัญเก่าแก่คู่เมืองแพร่ จากพระราชพงศาวดารกรุงสุโขทัย กล่าวถึงวัดพระธาตุช่อแฮว่า วัดนี้สร้างขึ้นระหว่างจุลศักราช 586 – 588 ตรงกับ พ.ศ.1879 – 1881 (ราวพุทธศตวรรษที่ 19) ในสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท) พระองค์ได้พระราชทานพระบรมธาตุแด่ขุนลัวะอ้ายก้อม ชาวละว้าได้สร้างองค์พระธาตุขึ้นสูง 33 เมตรฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 11 เมตรเป็นเจดีย์พุกามทรง 8 เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง บุด้วยทองดอกบวบศิลปะสมัยเชียงแสนเพื่อบรรจุพระบรมเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า
นอกจากนั้นตำนานพระธาตุช่อแฮอีกทางหนึ่ง กล่าวถึงความเป็นมาของพระองค์นี้ว่า เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึงเมืองพล (เมืองแพร่) พระองค์ได้มาประทับ ณ บริเวณดอยโกสัยธชัคคะบรรพต ขณะนั้นมีเจ้าลาวนามว่า “ขุนลัวะอ้ายค้อม” (อ่านว่า “ก้อม”) ได้มากราบไหว้พระพุทธเจ้า จากนั้นพระพุทธเจ้าได้แสดงอิทธิปาฏิหารย์ให้ขุนลัวะอ้ายค้อมเห็น เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับตั้งเป็นที่ไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุ โดยเอาเส้นพระเกศาเส้นหนึ่งให้แก่ขุนลัวะอ้ายค้อมไว้ และทรงสั่งว่า เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ให้เอาพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ ณ สถานที่นี้ และต่อไปภายหน้าจะได้ชื่อว่า “เมืองแพร่”ดังนั้นหากใครที่เดินทางมาเยือนเมืองแพร่ ต้องหาเวลาไปนมัสการองค์พระธาตุช่อแฮ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตัวเองและครอบครัว
บทความโดย
จักรพงษ์ คำบุญเรือง

ร่วมแสดงความคิดเห็น