การประกวดนางสาวไทย เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2477 ในโอกาสงานฉลองรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมัยก่อนทางราชการกำหนดจัดให้มีงานฉลองรัฐธรรมนูญทั้งประเทศหลายวัน ในประมาณช่วงวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งในยุคก่อนจะใช้ชื่อการประกวดว่า “นางสาวสยาม” สาวงามที่เข้าประกวดทุกคนหน่วยงานราชการจะเป็นผู้ส่ง ส่วนนางงามจากต่างจังหวัดก็ให้ส่วนราชการของจังหวัดส่งเข้ามา

ในการประกวดนางสาวสยาม สมัยก่อนไม่ได้ใส่ชุดว่ายน้ำประกวดเหมือนปัจจุบัน ปีแรกของการประกวดนางสาวสยามจะแต่งกายด้วยชุดผ้าซิ่นยาว ปีต่อมาจึงนุ่งโจงกระเบนห่มสไบ จากนั้นก็พัฒนามาเป็นกางเกงขาสั้นและชุดว่ายน้ำตามลำดับ

นางสาวสยามคนแรกที่เริ่มีการประกวดคือ กันยา เทียนสว่าง ต่อจากนั้นคือ วณี เลาหเกียรติ วงเดือน ภูมิรัตน์ มยุรี วิชัยวัฒนะและพิศมัย โชติวุฒิ เป็นนางสาวสยาม พ.ศ.2481 ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของยุคแรกที่ใช้ชื่อว่า “นางสาวสยาม”

ปีถัดมา การประกวดนางสาวสยามได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “นางสาวไทย” เรียม เพศยนาวิน ได้ครองมงกุฏและในปี พ.ศ.2483 ตำแหน่งนางสาวไทยได้แก่ สว่างจิตต์ คฤหานนท์ จากนั้นเป็นต้นมาก็มีการว่างเว้นการประกวดนางสาวไทยไปนานถึง 8 ปีเพราะสถานการณ์ในบ้านเมืองไม่อำนวย การประกวดนางสาวไทยได้กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในปี พ.ศ.2491 มีลัดดา สุวรรณสุภา ได้ครองตำแหน่งเรื่องมาจนถึงปีพ.ศ.2497 ตำแหน่งนางสาวไทยปีนั้นได้แก่ สุชีลา ศรีสมบูรณ์ ซึ่งเป็นนางสาวไทยคนสุดท้ายในช่วงนั้น

 

การประกวดนางสาวได้ห่างหายไปอีกระยะหนึ่งเนื่องจากภาวะทางการเมือง แล้วมาเริ่มประกวดกันใหม่ในปี พ.ศ.2507 ในปีนั้น อาภัสรา หงสกุล ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทยรวมทั้งไปประกวดนางงามจักรวาล สามารถคว้ามงกุฏนางงามจักรวาลมาครอง ซึ่งนับเป็นนางสาวไทยคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนางงามจักรวาล การประกวดนางสาวไทยดำเนินมาจนถึงปี พ.ศ.2515 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง ทำให้การประกวดว่างเว้นไปอีกระยะหนึ่ง จนมาถึงยุคปัจจุบัน การประกวดนางสาวไทยได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2527 สาวิณี ปะการะนัง ได้ครองตำแหน่ง หลังจากนั้นก็ได้มีการจัดประกวดนางสาวไทยขึ้นทุกปีจนถึงปัจจุบัน

 

จะว่าไปมีสาวงามจากดินแดนเอื้องเหนือหลายคนเคยผ่านเวทีนางงามระดับชาติมาแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่ไปถึงดวงดาว ในจำนวนมีสาวงามจากเมืองเหนือนามว่า สุชีลา ศรีสมบูรณ์ นางสาวไทย ปี พ.ศ.2497 นับเป็นสาวงามจากดินแดนเอื้องเหนือคนที่ 2 ต่อจากอัมพร บุรารักษ์ นางสาวไทยปี พ.ศ.2493

สุชีลา ศรีสมบูรณ์ หรือ สมบูรณ์ ศรีบุรี ในวัย 17 ปี สาวจากเมืองลำพูนมีโอกาสเข้าประกวดนางสาวถิ่นไทยงามในปี พ.ศ.2496 ด้วยการคว้าตำแหน่งรองนางสาวถิ่นไทยงาม อันดับ 1 มาครอง โดยมีพรรณี ภัคดีเป็นนางสาวถิ่นไทยงามในปีนั้น จากนั้นอีก 1 ปี สุชีลาได้รับการทาบทามจากคุณอวยพร ปัตตะพงษ์ ให้ไปประกวดนางสาวไทยโดยมีธนาคารออมสิน สาขาภาค 6 เชียงใหม่ให้การสนับสนุน

ในยุคปี พ.ศ.2497 นั้นยังไม่มีค่ายนางงามผุดขึ้นเป็นธุรกิจเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้ ดังนั้นในช่วงที่สุชีลาเก็บตัวอยู่ที่บ้านคุณอวยพรกว่า 2 เดือน จึงได้รับการดูแลจากพี่เลี้ยงคือ ศรีสมร อรรถไกรวัลวที ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นรองนางสาวไทย รุ่นเดียวกับอัมพร บุรารักษ์ ที่ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาแนะนำในด้านต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเดิน การยิ้ม ลดน้ำหนัก ตลอดจนการควบคุมสรีระรูปร่าง

 

ด้วยความพร้อมของสุชีลา ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่หวานเด่น ผิวนวลผ่องใสตามแบบฉบับของสาวเหนือ รูปร่างที่เต็มตึงสมส่วน เสื้อผ้าอาภรณ์อันวิจิตรงดงามซึ่งได้รับการออกแบบตัดเย็บอย่างปราณีตจากผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในยุคนั้นคือ คุณหญิงจุไร ลืออำรุง ยศวดี บุญหลงและสปัน เธียรประสิทธิ์ รวมทั้งการทำผมแต่งหน้าโดยช่างจากร้านเจือจันทร์ บางขุนพรหม ทำให้สุชีลาได้รับการกล่าวขานให้เป็นตัวเก็งเต็งหนึ่ง ตั้งแต่การประกวดรอบแรก

 

ขณะที่บรรยากาศของการประกวดนางสาวไทยในปี พ.ศ.2497 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดูชนิดที่เรียกว่าหาไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบันคือ ผู้ชมจะตะโกนเรียกชื่อสาวงามที่ตนเชียร์ พร้อมทั้งปรมมือให้กำลังใจ และสาวงามก็จะโปรยยิ้มอย่างจริงใจแทนคำขอบคุณ ทั้งคนเดิน คนดูต่างก็มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
สุชีลา เล่าว่า บรรยากาศการประกวดนางสาวไทยในปีนั้น จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 18 ธันวาคมใช้สวนลุมพินีเป็นสถานที่ประกวด เก็บค่าดูคนละ 5 บาท 10 บาท 20 บาทและ 100 บาท มีพระมนูญเวทย์วิมลนาท ประธานศาลฏีกา เป็นประธานกรรมการตัดสิน และเป็นไปตามที่สื่อมวลชนคาดหมายเมื่อ กาลัญ อมาตยกุล โฆษกประจำงานประกาศให้นาวสาวไทย คนที่ 13 ประจำปี 2497 คือ สุชีลา ศรีสมบูรณ์ พร้อมรองทั้ง 4 คนคือ จงดี วิเศษฤทธิ์ อุทัยวรรณ เทพจินดา ระเบียบ อาชนะโยธินและวาสนา รอดศิริ

 

พระยารามราชภักดี ได้เชิญท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ขึ้นสวมมงกุฎให้กับนางสาวไทย พร้อมมอบถ้วยเงินใบใหญ่ แหวนเพชร จักรเย็บผ้าซิงเกอร์ เข็มขัดนาก ทองคำหนัก 4 บาทและเงินรางวัลอีก 20,000 บาท

“ความรู้สึกตอนนั้นไม่คิดว่าตัวเองจะได้เป็นนางสาวไทยแต่อย่างใด มันงงบอกไม่ถูกนะ คุณอวยพรที่ส่งเราเข้าประกวดก็หวังเพียงติด 1 ใน 5 ก็พอใจแล้ว แต่พอประกวด ๆ ไปแล้วดิฉันกลายเป็นเต็งหนึ่ง”

หลังจากได้รับตำแหน่งนางสาวไทยพร้อมรองทั้ง 4 คนต้องออกปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตระเวนตามงานกุศลและแวะเยี่ยมขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน หลังจากปีนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีการประกวดนางสาวไทยเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองตกต่ำ กระทั่งการประกวดนางสาวไทยได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งในปี พ.ศ.2507 นับได้ว่าสุชีลาเป็นนางสาวที่ครองตำแหน่งนานที่สุดถึง 10 ปี

กว่า 50 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าวันนี้สุชีลาจะหันหลังให้กับวงการมายา เลือกมุ่งหน้าทำธุรกิจโรงแรมอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชร อันเป็นวิถีชีวิตที่เงียบสงบ แต่เชื่อแน่ว่าชื่อของ สุชีลา ศรีสมบูรณ์ หรือ สมบูรณ์ ศรีบุรี อดีตนางสาวไทยคนลำพูนคนนี้จะยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยอย่างมิอาจลืมเลือนไปได้

ข้อมูลประกอบ
www.thailandpageant.com
นิตยสารสกุลไทย,29 มีนาคม 2537

จักรพงษ์ คำบุญเรือง
[email protected]