รูปแบบไม้ดัดของไทยนั้น เป็นงานสืบสานศิลป์สู่พรรณไม้มาแต่โบราณ โดยรูปแบบหลักๆจะมี 9 แบบและมีชื่อเรียก ได้แก่ ไม้ฉาก, ไม้กำมะลอ, ไม้หกเหียน, ไม้กระบวน ,ไม้เขน , ไม้ป่าข้อม ,ไม้ตลก , ไม้เอนชาย และไม้ญี่ปุ่น ซึ่งก็คือไม้บอนไซนั่นเอง

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการจำลองต้นไม้มาใส่กระถาง สร้างป่าจำลองที่มีชีวิตในกระถางตามจินตนาการ เริ่มเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยอยุธยา มาจนถึงรัตนโกสินทร์
ไม้ดัดของไทย ตามตำราจะเฉพาะ เช่น ไม้ฉาก โคนจะทอดหรือตรงก็ได้ แต่ลำต้นต้องตรง ความสำคัญอยู่ที่การหัก ดัดกิ่งไม้ให้เป็นฉาก 90 องศาได้ยิ่งดี ไม้กระบวน จะมี 5 – 7- 9 ช่อ
การเล่นไม้ดัด จะเริ่มจากความชอบ เป็นงานอดิเรก ไม่ใช่เพาะปลูก เพื่อการค้า เนื่องจากต้องอาศัยเวลา และราคาไม้ดัดนั้น ขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้, อายุ, รูปทรง, กระถาง, ประวัติความเป็นมา

ต้นไม้ที่นำมาใช้ดัด จะเป็นไม้ ตะโก,ชาฮกเกี้ยน ,ต้นโมก,ต้นข่อย ,มะขาม ซึ่งในการขึ้นรูป ปลูกในกระถางต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของพันธุ์ไม้ที่มาปลูก มาดัด ถือเป็นศิลปะ ประติมากรรมงานพันธุ์ไม้ที่ต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่นจริงๆ
ไม้ดัดที่ราคาแพงๆในโลก ส่วนใหญ่จะอยู่ในพิพิธภัณฑ์แถบยุโรป บางกระถาง บางแบบ บางต้นอายุ 800- พันปี ประมูลกันหลายพันล้านบาท ในแถบเอเชียนั้น ไม้บอนไซของญี่ปุ่นลือชื่อที่สุด ราคา 7-8 หลักเป็นส่วนใหญ่ ในไทย แหล่งรวมไม้ดัด ระดับสุดยอด และมูลค่าประเมินค่าไม่ได้ มีที่เดียว ซื้อขายไม่ได้ นอกจากเดินเที่ยวชมในเขตพระบรมมหาราชวัง
สำหรับไม้บอนไซ ซึ่งไทยถือเป็น1 ใน 9 แบบไม้ดัด ต้นตำรับมี 2 สายคือจีน และญี่ปุ่นถือเป็นศาสตร์ศิลป์พันธุ์ไม้เฉพาะถิ่น เช่นที่ญี่ปุ่นกำหนดรูปแบบหลักๆ 5 แบบคือโชคคัน ,ทาชิกิ, ซากัน, ฮัน เคงไก และ เคงไก จาก 5 แบบหลักๆยังแบ่งย่อยออกเป็นแบบ ลำต้นตั้งตรง แบบลำต้นตั้งไม่ตรง แบบลำต้นโน้มเอียง แบบลำต้นคู่ ลำต้นเอนมาก แบบตกกระถาง แบบบิดเกลียว แบบกลุ่มกอ แบบโผล่ราก แบบลู่ลม แบบอักขระ คล้ายตัวหนังสือจีน แบบปลูกบนหิน แบบไม้กวาด แบบแบน ลำต้นจะราบไปกับดิน กิ่งก้านที่แตกออกมาตั้งตรงแลดุคล้ายกับไม้ขึ้นเป็นกลุ่ม แบบหลายลำต้น แบบปลูกเป็นกลุ่ม ผู้ที่เริ่มสนใจ อยากทำเป็นงานอดิเรก แวะเวียนไปชมตามงานจัดแสดง พันธุ์ไม้ดัด ไม้บอนไซ ซึ่งมีชมรมไม้ดัด ไม้บอนไซ ในแต่ละพื้นที่ได้ ซึ่งที่เชียงใหม่ มีหลายแหล่ง เช่นกาดคำเที่ยง หากต้องการชมไม้ดัดแพงสุดในโลกต้องไปมิวเซียม บอนไซที่อิตาลี..ครับ