เมื่อวานเช้าอ่านบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ จั่วหัวว่า “ ร่างกฏหมายโรคมะเร็ง ทำให้เกิดความหวัง” Cancer Bill raises hopes” เนื้อหาโดยย่อมีดังนี้ร่างกฏหมายนี้ทำให้มีความหวังที่คนไข้โรคมะเร็งเข้าถึงการรักษาได้ดีขึ้น มีการป้องกันมะเร็งที่เข้มแข็งขึ้น มีความเสมอภาคของทรัพยากรด้านการแพทย์คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละ 86,000 ราย มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มปีละ 140,000 ราย ค่ารักษาพยาบาลกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีแต่แม้การยกร่างกฏหมายใหม่จะเป็นข่าวดี คำถามใหญ่คือ กฏหมายนี้จะประสบความสำเร็จในการป้องกันมะเร็ง หรือ เพียงแต่แก้ปัญหาพื้นฐานด้านการรักษา ให้มีการจัดซื้อยาที่เพียงพอ แก้ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ เพิ่มบุคลากรแต่นโยบายโรคมะเร็งที่เข้มแข็ง สุดท้ายแล้วคือการป้องกัน ในการจัดการปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็ง เช่น อาหารที่ไม่ปลอดภัย สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพกฏหมายมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีอะไรที่มากกว่าการเพิ่มความสามารถในการรักษา/ขยายเครือข่ายบริการแต่ต้องสร้างสังคมสุขภาวะ ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยแม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จด้านการรักษา แต่ยังทำด้านการป้องกันน้อยมาก 91% ของการรักษามะเร็งใช้ไปกับการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่ใช้เพียง 9% ในการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันไม่เพียงแต่ใช้งบประมาณในการป้องกันน้อย แต่ยังขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง ที่จะผ่านกฏหมาย/นโยบายสาธารณะ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่ทำให้เป็นมะเร็งยกตัวอย่างกฏหมายห้าม/ควบคุมสารเคมีอันตราย พาราควอท กฏหมายเปิดเผยสารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรม ที่ล่าช้ามาหลายปีและเรื่องที่บั่นทอนกำลังใจ/น่าผิดหวังคือ ผู้ตรากฏหมาย/ผู้กำหนดนโยบาย ให้ความสำคัญต่อผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เหนือผลกระทบในทางลบต่อประชาชนรวมทั้งกฏหมายร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่พรรคการเมืองคัดค้านโดยอ้างถึงภาระที่จะเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมจึงมีความน่ากังวลว่า กฏหมายโรคมะเร็งฉบับแรกของประเทศ อาจจะกลายเป็นเพียงกฏหมายทางการแพทย์อีกฉบับหนึ่ง […]