53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 11 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนพื้นเมือง : กาดหลวง

“…ดูในป้ายที่ขึ้นกลางตลาด Chiang Mai Living Heritage เราคือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะยังมีต่อไปด้วย…” – คุณ เจษฎา มีผล – ตลาด หรือที่คนล้านนาเรียกกันว่า กาด ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ สำหรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายสินค้าเพียงเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์สำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่นั้น “กาดหลวง” ก็เช่นเดียวกัน เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานกว่า 100 ปี  กาดหลวง เป็นย่านการค้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของความเจริญทางการค้าขาย การเข้ามาของคนต่างถิ่น และยังสะท้อนไปถึงวัฒนธรรมล้านนา ผ่านสินค้าพื้นเมือง การแต่งกาย อาหารการกิน และวิถีชีวิต ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงแผ่กลิ่นอายความเป็นเมืองเก่า ไม่จางหาย แม้กาลเวลาจะแปรผันไปนานนับร้อยปี ย้อนรอยอารยธรรม…กาดหลวง กาดตำนานคู่เมืองเชียงใหม่ กาดหลวง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ตลาดวโรรส ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากจุดเริ่มต้น ที่มีการค้าขายริมแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชียงใหม่มีการค้าทางเรือระหว่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก มีเรือสินค้าเข้ามาจอดรับ-ส่งสินค้าอย่างไม่ขาดสาย มีการเติบโตที่มากขึ้น ได้นำพาความเจริญ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 10 : พระพุทธศาสนา และความเชื่อ : พระธาตุประจำปีเกิด

“…พระธาตุประจำปีเกิด มีความเป็นมาอย่างไร ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครรู้ …” – ศาตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล – ดินแดนแห่งศรัทธา…ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่มีคติความเชื่อมากมาย ซึ่งหลักความเชื่อต่าง ๆ นั้น มักจะสอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะของบ้านเมือง ในส่วนของภาคเหนือเอง ภูมิศาสตร์จะเป็นหุบเขา มีดอย มีภูเขาจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ธรรมชาติ หรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แต่ชาวล้านนาได้ยกเหล่าดอยต่าง ๆ ให้เป็นดอยศักดิ์สิทธิ์ เป็นหลักบ้านหลักเมือง คอยปกป้องชุมชนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นดอยสุเทพ ดอยคำ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยตุง ดอยเหล่านี้ล้วนเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ และความศรัทธาของชาวล้านนา  ในเวลาต่อมา ที่ดินแดนแห่งนี้ได้เปิดรับพระพุทธศาสนาเข้ามา เกิดการหลอมรวมระหว่างความเชื่อเรื่องของการไหว้ผี ผีปู่ย่า การเคารพบรรพบุรุษ เข้ากับหลักพระพุทธศาสนา เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ยิ่งในยุคที่พระเจ้ากาวิละขึ้นครองเชียงใหม่ พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูให้รุ่งเรือง ทำให้เกิดการนับถือพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น และเป็นหลักยึดมั่นที่อยู่คู่กับชาวล้านนามาอย่างยาวนาน “…ภูเขาสูง ดอยสุเทพ เป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ มาบวกกันในบริเวณดอยสุเทพ บวกกันแล้ว เราก็ไหว้ผีบรรพบุรุษ และไหว้พระบรมสารีริกธาตุเข้าร่วมกัน […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 9 : สีสันผ้าล้านนา

“…ผมว่าเครื่องแต่งกายล้านนาเรา โดดเด่นที่สุด และเป็น Soft Power ของเรามานานแล้ว …”   – คุณ วสิน อุ่นจะนำ- ภูมิปัญญาล้ำค่าที่สะท้อนผ่าน…เครื่องแต่งกายล้านนา ดินแดนล้านนา อาณาจักรแห่งขุนเขา ที่ได้โอบล้อมกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเอาไว้อย่างกลมกลืน การตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขาต่าง ๆ ได้บ่มเพาะให้แต่ละชุมชนนั้นสร้างสรรค์อัตลักษณ์เฉพาะตัวออกมา แต่ละชุมชนก็จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไปอย่างอิสระ หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการสะท้อนอัตลักษณ์ผ่านสีสัน และลวดลายของผืนผ้าทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม ในแง่ของผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น อาจมีลวดลายที่แตกต่างกัน แต่ในแง่่การใช้งานจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในส่วนของรูปแบบ และประเพณีนิยม อย่างของล้านนา ผู้หญิงมักนิยมเกล้ามวยสูง ประมาณกลางศีรษะ อาจจะมีการปักปิ่น หรือเสียบดอกไม้ประดับ ในส่วนของการแต่งกาย ในอดีตการเปลือยอก ถือเป็นเรื่องปกติ หรืออาจจะมีผ้าพันรอบอก ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้า หรือ ทิ้งชายผ้าไปด้านหลัง ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้ง ส่วนล่างจะมีการนุ่งผ้าซิ่นลายขวาง ยาวถึงเท้า ซึ่งอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของล้านนา คุณวสิน อุ่นจะนำ ได้บอกถึงอัตลักษณ์นี้ว่า ผ้าล้านนา เป็นผ้าที่ต้องปะติดปะต่อเป็นชิ้น เป็นผ้าที่มีหัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น นำผ้าหลายส่วนมาต่อกัน เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคนิค และเครื่องมือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 8 : สถาปัตยกรรมล้านนา

“…เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สวยมาก และไม่มีที่ไหนทำ มีแค่ที่นี่ ที่เชียงใหม่…” – ผศ.ดร.วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล – นครเชียงใหม่…เมืองที่โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรม นครเชียงใหม่ ที่เป็นดั่งศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ความวิจิตรตระการตาทั้งหมดของเมืองนี้ ถูกวางรากฐานบนความอัจฉริยะ การวางผังเมืองที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่น คือ ผังเมืองแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผศ.ดร.วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผังเมืองเชียงใหม่ ว่า “…เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีลักษณะโดดเด่นมาก ๆ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในประเทศไทย เนื่องจากว่าเมืองเชียงใหม่ มีผังเมืองเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส อาจจะไม่สมบูรณ์ 100% แต่เกือบเต็ม…” ซึ่งการก่อสร้างเมืองในรูปแบบนี้ ไม่ได้เพื่อความสวยงาม หรือสะท้อนถึงอัตลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังซุกซ่อนคติความเชื่อ และฮวงจุ้ยในการปกป้องเมืองเอาไว้ด้วย  วัดปราสาท…เพชรน้ำงามด้านสถาปัตยกรรมล้านนา ภายใต้ผังเมืองสี่เหลี่ยม ยังโอบล้อมศาสนสถานเก่าแก่ไว้มากมาย ซึ่งแต่ละที่นั้น เป็นเหมือนดั่งพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บอัตลักษณ์ล้านนาไว้ แม้กาลเวลาจะแปรผันไปนานนับร้อยปี หนึ่งในอัตลักษณ์โดดเด่น คือ ด้านสถาปัตยกรรมล้านนา วัดปราสาท คือ ศาสนสถานที่โดดเด่นอย่างมากในเรื่องนี้ รูปแบบภายนอกวัด ในส่วนของวิหาร จะเป็นวิหารต่อซุ้มจระนำ ด้านหลังมีพระเจดีย์ แล้วมีอุโมงค์เชื่อมพระเจดีย์กับวิหารเข้าด้วยกัน ในส่วนของเสา รอบวิหาร นอกจากจะมีความงดงามของสถาปัตยกรรมล้านนาแล้ว […]

“ต้นกำเนิดการศึกษา โรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของเชียงใหม่”

ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายสำคัญในการขยายการศึกษาให้กับพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะการเรียนรู้วิชาหนังสือไทยเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน เขียน และคิดเลข ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับความรู้และความสามารถของประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ในปี พ.ศ. 2432 พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งข้าหลวงพิเศษ ได้รับพระบรมราชโองการให้ขึ้นมาจัดการป้องกันพระราชอาณาเขตทางชายแดนของเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับการริเริ่มการจัดตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้สถานที่ที่เป็นศาลากลางสวนริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก ซึ่งในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2432 โรงเรียนแห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นภายใต้ชื่อ “โรงเรียนเมืองนครเชียงใหม่” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสศึกษาวิชาหนังสือไทย การริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เป็นการสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการขยายการศึกษาให้ครอบคลุมทั่วทั้งราชอาณาจักร โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2441 พระองค์ได้ออก “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง” เพื่อขยายการศึกษาหนังสือไทยให้แก่หัวเมืองต่างๆ พร้อมกันกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในการบริหารราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2442 โรงเรียนหลวงแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนวัดพระเจดีย์หลวง” ก่อนที่จะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นชื่อ “โรงเรียนพระเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่” และในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย” ตามพระราชทานนามของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองมณฑลพายั โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยถือเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาภายในพื้นที่ภาคเหนือ และเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นของการศึกษาทางการในล้านนามาจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งผลิตบุคลากรสำคัญให้กับสังคมไทย […]

“ต้นยางนา” เอกลักษณ์บนถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน

ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน หรือที่รู้จักกันในชื่อถนนหมายเลข 106 โดดเด่นด้วยต้นยางนาเรียงรายสองฝั่งทาง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทรงคุณค่ามาอย่างยาวนาน ต้นยางนาบนถนนสายนี้เริ่มปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2425 โดยมหาอำมาตย์โท เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่มรื่นและเสริมความสวยงามให้กับเส้นทางสำคัญที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 รัฐบาลได้ขยายการปลูกเพิ่มเติม โดยต้นยางนาถูกปลูกตลอดแนวในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดลำพูนมีการปลูกต้นขี้เหล็กควบคู่กัน การเปลี่ยนแปลงของถนนสายต้นยางนานี้สะท้อนถึงพัฒนาการของเมืองและบทบาทที่เปลี่ยนไปของเส้นทางคมนาคมสายนี้ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษต้นยางนาถูกดูแลโดยทั้งภาครัฐและชุมชน แต่ก็เผชิญกับปัญหาสำคัญ เช่น การหักโค่นของต้นไม้ที่สร้างความเสียหายและความเสี่ยงต่อผู้ใช้เส้นทาง ความสำคัญของต้นยางนาบนถนนสายนี้ได้รับการยกระดับขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2550 เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชเสาวนีย์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์ต้นยางนา ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพทรุดโทรมหลายต้น จากนั้นมีโครงการสำคัญ เช่น การปลูกต้นยางนาเฉลิมพระเกียรติในโอกาสครบรอบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2556-2559 การอนุรักษ์ต้นยางนาได้รับแรงสนับสนุน เมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้พื้นที่สองฝั่งถนนเชียงใหม่-ลำพูนเป็นเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของชุมชนและมรดกทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ต้นยางนาเหล่านี้ยังคงเผชิญความท้าทายจากการพัฒนาเมืองและสภาพอากาศ แม้ว่าความพยายามในการฟื้นฟูและอนุรักษ์จะดำเนินต่อเนื่องมา แต่การจัดการยังขาดความสม่ำเสมอและบูรณาการจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้บางส่วนของประชาชนเกิดความไม่มั่นใจต่อแนวทางการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ต้องการความปลอดภัยจากการใช้ถนนกับกลุ่มที่ต้องการรักษาเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข ปัจจุบันต้นยางนาบนถนนสายเชียงใหม่ – ลำพูนยังคงเป็นมรดกสำคัญที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ต้นไม้เหล่านี้จะสามารถเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สร้างประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต […]

วัดภูมินทร์ ศิลปกรรมแห่งเมืองน่าน มรดกทรงคุณค่ากว่า 400 ปี

ประวัติศาสตร์และความสำคัญของวัดภูมินทร์วัดภูมินทร์เป็นหนึ่งในวัดสำคัญและงดงามที่สุดของจังหวัดน่าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2139 โดย พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 40 เดิมชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งต่อมาชื่อได้เพี้ยนกลายมาเป็น “วัดภูมินทร์” ตามที่ปรากฏในเอกสารคัมภีร์เมืองเหนือ วัดนี้มีอายุยาวนานกว่า 424 ปี (นับถึง พ.ศ. 2563) และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวน่าน สถาปัตยกรรมจตุรมุขที่โดดเด่นและหาชมได้ยากสิ่งที่ทำให้วัดภูมินทร์มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือ พระอุโบสถและพระวิหารที่รวมอยู่ในอาคารเดียวกัน มีลักษณะเป็นอาคารจตุรมุข (มีทางเข้าออก 4 ด้าน) ซึ่งเป็นวัดแรกในประเทศไทยที่ใช้รูปแบบนี้ โครงสร้างอาคารได้รับการค้ำด้วย เสาไม้สัก 12 ต้น ที่ประดับด้วยลวดลายลงรักปิดทองอย่างประณีต บริเวณบันไดทางขึ้นพระอุโบสถมี พญานาค ขนาบทั้งสองข้าง ชาวบ้านเรียกพญานาคนี้ว่า “นาคสะดุ้ง” เชื่อกันว่าพญานาคเหล่านี้คอยหนุนค้ำพระอุโบสถไว้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าหากคู่รักเดินลอดใต้บันไดนาคครบ 3 รอบ ตามเข็มนาฬิกา จะสมหวังในความรัก และสำหรับผู้ที่มาเยือนจากแดนไกล เชื่อว่าจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้ง จิตรกรรม “ฮูบแต้ม” กระซิบรักบันลือโลก และวิถีชีวิตชาวน่านอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้วัดภูมินทร์มีชื่อเสียงโด่งดังคือ จิตรกรรมฝาผนัง “ฮูบแต้ม” ซึ่งวาดขึ้นในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช บอกเล่าเรื่องราวพุทธชาดกและวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต […]

งามอย่างล้านนา เอกลักษณ์การแต่งกายสตรีด้วยซิ่นทอมือ

การแต่งกายของสตรีล้านนาในอดีตไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงามของหญิงชาวเหนือ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ “ซิ่น” หรือผ้าถุงพื้นเมืองที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละชุมชนและสกุลทอ ซิ่นทอมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงผืนผ้า แต่คือประวัติศาสตร์ที่ถักทอด้วยเส้นใยแห่งศรัทธา วัฒนธรรม และความรักในงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ซิ่น : ศิลปะบนผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่นซิ่นของชาวล้านนาแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ได้แก่ หัวซิ่น ที่มักเป็นผ้าฝ้ายสีพื้นอย่างสีแดง น้ำตาล หรือขาว ซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มสบาย ส่วนนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างผืนผ้ากับร่างกาย จึงเน้นความเรียบง่ายและสวมใส่สบาย ตัวซิ่น คือส่วนกลางของผ้าซิ่นที่มีลวดลายโดดเด่น นิยมลายตาขวางที่มีสีสันหลากหลาย โดยสีเหลืองถือเป็นสีที่พบได้บ่อยที่สุด ตีนซิ่น หรือชายผ้าด้านล่าง เป็นจุดแสดงความประณีต ลวดลายที่งดงามที่สุด เช่น “ซิ่นตีนจก” ที่ใช้เทคนิคการทอซับซ้อนด้วยเส้นไหม ไหมเงิน หรือไหมทอง ลวดลายบนซิ่นตีนจกมีความหลากหลายและวิจิตรบรรจง เช่น ลายโคม ที่เป็นลายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดขนาดใหญ่เรียงต่อกัน ล้อมรอบด้วยแถวลวดลายเล็ก ๆ หรือ ลายหางสะเปา ที่เป็นเส้นเล็ก ๆ ห้อยลงมาจากตีนซิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนการประดับด้วยพู่ห้อยเล็ก ๆ เพิ่มความพลิ้วไหวเมื่อเคลื่อนไหว ผ้าซิ่นแต่ละผืนจึงมีเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน และสามารถบอกถึงเอกลักษณ์ของชุมชนผู้ทอได้อย่างชัดเจน การแต่งกายสะหว้ายแหล้งและมัดนม เรียบง่ายแต่ทรงเสน่ห์ท่อนบนของสตรีล้านนาในอดีตมีความงดงามเรียบง่าย “สะหว้ายแหล้ง” คือการห่มผ้าเฉวียงบ่าแบบคล้องไหล่เปิดเผยช่วงแขน ขณะที่ “มัดนม” […]

ความงามแห่งพระธาตุปีฉลู พระธาตุลำปางหลวง

วัดพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ในตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร วัดแห่งนี้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและงดงามด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาแบบดั้งเดิม วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญทั้งด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บนเนินดินสูง ล้อมรอบด้วยกำแพงและคูน้ำ สถานที่แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับตำนานทางศาสนาและบุคคลสำคัญในอดีต ตามตำนานพระธาตุลำปางหลวงเกี่ยวข้องกับ “มหาราชเทวี” ซึ่งเป็นพระราชชนนีของพระยาสามฝั่งแกน พระนางได้เสด็จมายังเมืองลัมภกัปปนคร (ปัจจุบันคือบริเวณลำปาง) และได้เห็นพระธาตุแสดงปาฏิหาริย์ จึงเสด็จไปนมัสการ ต่อมา หมื่นหาญแต่ท้อง ซึ่งเป็นญาติของพระเจ้าติโลกราช ได้ขออนุญาตจากพระองค์สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น จารึกและเอกสารโบราณ ระบุว่าวัดนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าติโลกราช เหตุการณ์สำคัญในอดีตในทางประวัติศาสตร์ วัดพระธาตุลำปางหลวงยังมีบทบาทสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2275 เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่หนานทิพย์ช้าง วีรบุรุษชาวลำปาง ได้รวบรวมพลต่อสู้กับท้าวมหายศ ผู้ครองนครลำพูนในขณะนั้น โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในวัดและร่องรอยกระสุนปืนยังคงปรากฏอยู่บนรั้วทองเหลืองรอบองค์พระธาตุเจดีย์จนถึงปัจจุบัน จุดเด่นของวัดพระธาตุลำปางหลวงพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาส บริเวณลานทรายที่ล้อมรอบด้วยวิหารและระเบียงคด ซึ่งแสดงถึงแนวคิดจักรวาลของล้านนา โดยมีพระธาตุเป็นศูนย์กลาง รูปทรงของเจดีย์เป็นทรงระฆัง หุ้มด้วยแผ่นโลหะทั้งองค์ ลักษณะของพระธาตุมีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ เจดีย์มีฐานบัวย่อเก็จ ต่อด้วยชั้นมาลัยเถาบัวถลาเรียงซ้อนกัน 3 ชั้น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยที่เผยแพร่ขึ้นมายังล้านนาในสมัยพระสุมนเถระ ฐานบัวปากระฆังประดับด้วยลายกลีบบัวมีเกสร ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังที่ประดับลวดลายอย่างวิจิตร ด้านบนเป็นบัลลังก์ บัวฝาละมี และยอดฉัตรที่มีความงดงามตามแบบล้านนา การเยี่ยมชมและนมัสการผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางหลวง เพื่อชื่นชมและสักการะพระแก้วดอนเต้าได้ทุกวัน เวลา […]

เครื่องเขินล้านนา ศิลปะพื้นถิ่นแห่งวิถีชีวิตและฐานะทางสังคม

“เครื่องเขิน” หนึ่งในภูมิปัญญางานฝีมือพื้นถิ่นของชาวล้านนา ได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งศิลปะและสัญลักษณ์แห่งฐานะทางสังคม แม้คำว่า “เครื่องเขิน” จะไม่ได้ปรากฏในภาษาพื้นถิ่นดั้งเดิมของเชียงใหม่ แต่คาดว่าคำนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดยข้าราชการหรือชาวภาคกลางที่เข้ามายังภาคเหนือเมื่อราว 100 ปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการหลอมรวมวัฒนธรรมระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ทั้งนี้ เครื่องเขินคือมรดกที่สืบทอดมาอย่างยาวนานโดยชาวเชียงใหม่ที่มีเชื้อสายไทเขิน เครื่องเขินศิลปะจากธรรมชาติสู่ของใช้ในชีวิตประจำวันเครื่องเขินคือภาชนะหรือของใช้ที่มีโครงสร้างภายในทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย หรือไม้จริง ซึ่งเคลือบด้วยยางรักจากต้นรักสีดำมันเงา การเคลือบด้วยยางรักไม่เพียงแต่เพิ่มความแข็งแรงทนทาน แต่ยังกันน้ำและความชื้นได้ดี นอกจากนี้ ผิวของเครื่องเขินยังมีความเงางามและสามารถปรับแต่งเป็นพื้นผิวลวดลายต่าง ๆ ได้ ทำให้เพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น คุณสมบัติพิเศษของเครื่องเขิน คือมีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่ายเหมือนเครื่องปั้นดินเผา เหมาะกับวิถีชีวิตของชาวล้านนาที่อาศัยในเรือนเครื่องผูก ซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ไผ่และเน้นความเรียบง่าย เครื่องเขินจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นขันโตก หีบผ้า หรือกล่องเก็บของมีค่า ภาชนะบ่งบอกฐานะและเกียรติยศของเจ้าของบ้านนอกเหนือจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องเขินยังเป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางสังคมในอดีต หีบผ้าของเจ้าบ่าวที่มีลวดลายวิจิตรสวยงาม แสดงถึงความมั่งคั่งของครอบครัวฝ่ายชาย ขันหมากที่ประดับประดาอย่างสวยงาม บ่งบอกถึงความประณีตและรสนิยมของเจ้าของบ้าน เครื่องเขินจึงกลายเป็นสมบัติที่เจ้าของบ้านใช้แสดงฐานะ และความภาคภูมิใจในสังคมล้านนา เครื่องเขินยังมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมบูชาผีบรรพบุรุษ เช่น ฟ้อนผีมด ผีเม็ง ซึ่งเป็นพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีประจำตระกูล ในแต่ละพิธี ญาติพี่น้องในสายตระกูลเดียวกันจะนำขันดอก ขันไหว้ หรือภาชนะที่ใช้สำหรับเซ่นไหว้มารวมกันที่บ้านเจ้าภาพ ตระกูลใดมีเครื่องเขินที่สวยงามวิจิตร ก็จะได้รับการชื่นชมจากชุมชน ในทางกลับกัน หากไม่มีเครื่องเขินที่คู่ควร […]

“ขัวเก่า”สู่ “ขัวแขก” ตำนานสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของเชียงใหม่

เชียงใหม่ สะพานวัดเกต หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขัวเก่า” นับเป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ราวปี พ.ศ. 2421 โดยหมอชีค (Marion A. Cheek) มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้ผันตัวมาทำกิจการป่าไม้ สะพานแห่งนี้ทำจากไม้สักขนาดใหญ่ เชื่อมฝั่งวัดเกตการามกับตลาดต้นลำไย เป็นทางสัญจรสำคัญของชาวเชียงใหม่ในอดีต จากสะพานข้ามสู่ขัวเก่า ในช่วงแรกสะพานแห่งนี้เรียกว่า “ขัวกุลา” แต่เมื่อมีการสร้างสะพานนวรัฐซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่สองในภายหลัง ชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาเรียกสะพานวัดเกตว่า “ขัวเก่า” แสดงถึงความเก่าแก่และความสำคัญของสะพานที่เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ปี พ.ศ. 2475 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเมื่อขัวเก่าถูกกระแสน้ำหลากพัดซุงจำนวนมากมากระแทกตอม่อสะพาน จนทำให้สะพานทรุดเอียงและต้องรื้อทิ้ง รัฐบาลจึงสร้างสะพานชั่วคราวด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะหรือ “ขัวแตะ” ซึ่งต้องสร้างใหม่ทุกปีเมื่อถูกกระแสน้ำพัดพังลง ขัวแขก อนุสรณ์แห่งความรักและน้ำใจ ในปี พ.ศ. 2507 โมตีราม หรือ มนตรี โกสลาภิรมณ์ พ่อค้าชาวอินเดีย ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างสะพานถาวรขึ้นใหม่ ณ ที่ตั้งเดิม เพื่ออุทิศให้ภรรยาชื่อจันทร์สม สะพานจึงได้ชื่อว่า “สะพานจันทร์สมอนุสรณ์” หรือ “ขัวแขก” เป็นสะพานสำหรับคนเดินข้ามและมีการใช้งานต่อเนื่องมา เมื่อสะพานชำรุดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2554 เทศบาลนครเชียงใหม่จึงจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรงกว่าเดิม […]

อิคิไก การค้นหาความหมายของชีวิตที่คิดว่าไม่มีความหมาย

หลายคนคงเคยประสบพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก พบเจอกับเหตุการณ์ที่เข้ามาบั่นทอนจิตใจ ร่างกาย หรืออาจจะไม่ได้พบเจอกับอะไรทำนองนั้นแต่ก็มีความคิดว่าชีวิตมันช่างไร้ค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีเป้าหมายที่มันชัดเจนที่จะเป็นแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต มันเลยทำให้มองว่าชีวิตของตัวเองนั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป  อิคิไก (Ikigai) เป็นปรัชญาจากญี่ปุ่น ที่จะช่วยค้นหาความหมายชีวิต อิคิไกของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันมีความแตกต่างกันไป โดยจะมีการหาจุดร่วมอยู่ 4 ประการ 1.สิ่งที่คุณรัก คือสิ่งที่รักและสนุกที่ได้ทำ 2.สิ่งที่คุณเก่ง คือสิ่งที่ถนัดและมีทักษะ สามารถทำได้ดี 3.สิ่งที่โลกต้องการ คือสิ่งที่สังคมหรือผู้อื่นต้องการและเป็นประโยชน์ 4.สิ่งที่ทำให้ได้รับผลตอบแทน คือ สิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา พูดง่ายๆคือการจะหาการทำงานหรือกิจกรรมบางอย่างมันต้องสอดคล้องกับทั้ง4อย่างนี้ มันจะทำให้การทำงานหรือทำอะไรก็ตามไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะเรารู้สึกสนุก ผูกพัน เราสามารถทำมันได้ดี และมันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นอีก โดยเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมอง หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอีกไม่นานเราก็จะวนกลับมาที่เดิม กลับมาอยู่กับความคิดเดิมที่ว่าชีวิตไม่มีความหมาย ไม่มีความสุขอีก   หากสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ มันอาจจะช่วยให้เราได้พบกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็ต้องใช้ความอดทน มันไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องค่อยๆหากิจกรรมไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะเจอว่านี่แหละคืออิคิไกของเรา มันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมายและก่อให้เกิดความสุขเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่ยังคงเกิดปัญหานี้อยู่ก็สามารถนำเอาแนวคิดอิคิไกนี้ไปค้นหาด้วยตนเองเพื่อที่จะได้พบกับสิ่งที่เป็นคำตอบของคำถาม ที่มาจาก : https://thestandard.co/life/ikigai/

ความทรงจำแห่งแม่น้ำปิง จากขัวไม้สักสู่สะพานนวรัฐ

สะพานนวรัฐ สะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่ 2 ของเมืองเชียงใหม่ มีประวัติยาวนานและน่าสนใจ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ โดยเป็นสะพานไม้สักทั้งหลัง มีลักษณะเป็นสะพานแบบคานยื่น โครงด้านบนโค้งครึ่งวงกลมจำนวน 5 ช่วง สร้างบน 6 ตอม่อ สะพานเชื่อมระหว่างถนนเจริญเมืองทางฝั่งตะวันออกกับย่านท่าแพทางฝั่งตะวันตก ซึ่งถนนท่าแพถือเป็นถนนเศรษฐกิจสำคัญในยุคนั้น อย่างไรก็ตามสะพานไม้สักนี้ต้องเผชิญปัญหาไฟไหม้และความเสียหายจากน้ำหลากที่พัดเอาท่อนไม้ซุงมากระแทกจนพังบางส่วน เมื่อเวลาผ่านไปสะพานเริ่มไม่เหมาะสมกับการใช้งานในยุคที่การขนส่งเริ่มเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเมือง จากขัวไม้สักเป็น “ขัวเหล็ก” หลังจากการสร้างเส้นทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ ทางราชการจึงรื้อสะพานไม้สักในปี พ.ศ. 2464 และสร้างสะพานใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม โดยใช้โครงสร้างเหล็กบนตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็ก สะพานใหม่มีลักษณะโครงเหล็กทั้งหมด 5 ช่วง เปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2466 พร้อมตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สะพานนวรัฐ” เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในเวลานั้น ชาวบ้านยังคงเรียกสะพานนี้ว่า “ขัวเหล็ก” หรือ “ขัวดำ” ตามลักษณะของโครงสร้างเหล็กสีดำ ซึ่งกลายเป็นสะพานสำคัญที่ใช้เชื่อมสองฝั่งของแม่น้ำปิง สะพานนวรัฐในยุคปัจจุบัน เมื่อเชียงใหม่เจริญขึ้น การจราจรเริ่มคับคั่ง สะพานนวรัฐแบบโครงเหล็กเริ่มไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทางราชการจึงตัดสินใจรื้อสะพานเหล็กออกในปี พ.ศ. 2508 และสร้างสะพานใหม่แทน โดยสะพานนวรัฐแห่งใหม่นี้เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก มีขนาดใหญ่ขึ้นและกว้างขวางกว่าเดิม สะพานนวรัฐแบบปัจจุบันเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม […]

“วัดอุโมงค์” มนต์เสน่ห์เจดีย์อุโมงค์ ศิลปะพุกามคู่ล้านนา

เชียงใหม่ – วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) สถานที่อันเงียบสงบเชิงดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่ง ด้วยเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเหนืออุโมงค์โบราณ สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของศิลปะล้านนาและอิทธิพลจากพุกามในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 แม้วัดอุโมงค์จะเคยเป็นวัดร้างในอดีต แต่เจดีย์ประธานที่เหลือรอดกลับกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุด ตั้งอยู่บนเนินสูง มีบันไดพญานาคทอดยาวนำขึ้นสู่เจดีย์ แม้ส่วนโครงสร้างจะได้รับการบูรณะ แต่หัวพญานาคยังคงเป็นของดั้งเดิมที่แสดงถึงฝีมือช่างโบราณที่ประณีต เอกลักษณ์สำคัญของเจดีย์นี้คือการตั้งอยู่เหนืออุโมงค์มนุษย์สร้าง ที่มีทางเดินประทักษิณภายใน สามารถเดินวนไปจนถึงใต้ฐานเจดีย์ได้ อุโมงค์นี้ไม่ได้มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่สำหรับภิกษุใช้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถือเป็นสิ่งหายากในประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจจาก “อู่มิน” หรือถ้ำวิหารในศิลปะพุกาม เช่น จ๊อกกูอูมิน (Kyauk Gu U Min) เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์สร้างขึ้นในยุคแรกของศิลปะล้านนา ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ทรงระฆังแบบพุกามและลังกา ฐานเจดีย์ประดับด้วยลูกแก้วสามชั้นและช่องสี่เหลี่ยมโดยรอบ ส่วนยอดทรงกรวยประกอบด้วยปล้องไฉนและปลี บริเวณก้านฉัตรมีเทวดายืนเรียงราย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดอุโมงค์แห่งนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศ การบูรณะและอนุรักษ์ สะท้อนพัฒนาการศิลปะล้านนา เจดีย์วัดอุโมงค์ได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ฐานใต้ทรงระฆัง รวมถึงการตกแต่งกลีบบัวที่แสดงถึงอิทธิพลศิลปะสุโขทัยและมอญ เจดีย์องค์นี้ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนา วัดอุโมงค์ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ทางพุทธศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการผสมผสานทางศิลปะและวัฒนธรรมอันล้ำค่า สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นจุดหมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญให้มาสัมผัสความสงบและความงามของประวัติศาสตร์ที่ยังคงหายใจอยู่ในปัจจุบัน ที่มา : เทศบาลตำบลสุเทพ , The cloud https://readthecloud.co/wat-umong-suan-puthatham http://www.suthep.go.th/travel_view.php?cateid=1&id=38

ถนนช้างม่อยศูนย์กลางการค้าและแหล่งพบปะของคนทุกยุค

ถนนช้างม่อยในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในย่านที่มีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของเชียงใหม่มายาวนาน ย่านนี้เริ่มต้นจากชุมชนเล็ก ๆ ที่เงียบสงบอยู่นอกคูเมือง โดยมีจุดเริ่มต้นจาก “ประตูช้างม่อย” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ถนนสายนี้ในอดีตคือถนนช้างม่อยเก่า เป็นเส้นทางดั้งเดิมที่ผ่านวัดหนองหล่มและหมู่บ้านเชียงเรือก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความเป็นชุมชนการค้าอันคึกคัก ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการสร้าง “กาดหลวง” หรือ “กาดวโรรส” บริเวณข่วงเมรุในอดีต ที่ซึ่งเคยเป็นพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมของเมืองเชียงใหม่ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงมีบทบาทสำคัญในการย้ายพระอัฐิของเจ้าหลวงเชียงใหม่และเชื้อพระวงศ์ไปยังวัดสวนดอก จากนั้น เจ้าอินทวโรรสได้ใช้ทุนทรัพย์ในการพัฒนาให้บริเวณข่วงเมรุเป็นตลาดการค้าที่เจริญรุ่งเรือง เส้นทางใหม่ที่ถูกตัดผ่านพื้นที่นี้คือถนนช้างม่อย ซึ่งเชื่อมโยงกับย่านท่าแพและกาดหลวง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถนนช้างม่อยเติบโตเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ อาคารร้านค้าต่าง ๆ ผุดขึ้นตามเส้นทางสัญจรที่มุ่งตรงเข้าสู่ศูนย์กลางตลาด ในยุคที่ถนนช้างม่อยรุ่งเรืองที่สุด ย่านนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก อาคารหลากหลายรูปแบบทั้งเรือนไม้ เรือนแถว อาคารสไตล์ยุโรป และโรงแรม รวมถึงแหล่งบันเทิงต่าง ๆ ก็เรียงรายตามแนวถนน เช่น โรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนช้างม่อยเชื่อมต่อกับถนนราชวงศ์ ย่านนี้ยังเป็นจุดรวมตัวของผู้คนในช่วงเทศกาลหรือกิจกรรมสำคัญ ภาพที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของหลายคนคือ ขบวนแห่นางงามในงานฤดูหนาวของเชียงใหม่ ที่นำโดยรถเวสป้านับร้อยคัน มีประชาชนมารอชมขบวนเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน แต่เสน่ห์ของถนนช้างม่อยยังคงอยู่ ย่านนี้ในปัจจุบันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองผ่านอาคารดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี บรรยากาศของถนนช้างม่อยในวันนี้เต็มไปด้วยร้านค้าหลากหลายประเภท ทั้งร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึก ร้านงานฝีมือ และสินค้าโฮมเมด ซึ่งสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ […]

เส้นทางรถไฟสายเหนือ เรื่องเล่าบนรางเหล็กที่พาเชียงใหม่สู่โลกกว้าง

เส้นทางรถไฟสายเหนือ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยพัฒนาและเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างมากมาย เป้าหมายของการสร้างทางรถไฟสายนี้ คือการเชื่อมกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ เมืองสำคัญทางภาคเหนือที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น แต่การสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้การก่อสร้างต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายเส้นทางนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากการสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือเสร็จสมบูรณ์ โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็นช่วง ๆ เริ่มจากพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปากน้ำโพ พิษณุโลก ลำปาง และสุดท้ายถึงเชียงใหม่ รวมระยะทางทั้งสิ้น 752 กิโลเมตร การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี และยังต้องขุดอุโมงค์ 4 แห่ง เพื่อตัดผ่านภูเขา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในยุคนั้น แนวคิดของการสร้างทางรถไฟสายเหนือเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความเจริญด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง หลังการสำรวจและวางแผน ทางรถไฟสายนี้ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ และรถไฟขบวนแรกเดินทางถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2464 ซึ่งตรงกับช่วงปลายรัชกาลที่ 5 สถานีรถไฟเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของเส้นทางนี้ แต่ยังเปรียบเสมือน “ประตูบานใหญ่” ที่เปิดรับผู้คนจากทั่วประเทศเข้าสู่เชียงใหม่ การเดินทางด้วยรถไฟทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่เข้าถึงง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการเมือง พื้นที่รอบสถานี เช่น สันป่าข่อย และหนองประทีป ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คลังสินค้าถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสินค้าและการขนส่ง ทำให้การขนส่งทางเรือที่เคยสำคัญในอดีตลดบทบาทลง โรงแรมรถไฟยังถูกใช้เป็นสถานที่รองรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงงานประชุมใหญ่ […]

1 15 16 17 18 19 43