53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

“เวียงกุมกาม” จากความรุ่งเรืองสู่การค้นพบใหม่

เวียงกุมกาม เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศใต้เพียง 5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ราว 3 ตารางกิโลเมตร ในเขตตำบลท่าวังตาล ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี และตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ เมืองนี้เคยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านนาและแม้ว่าจะเคยจมหายไปใต้ตะกอนทรายของแม่น้ำปิงมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันเวียงกุมกามกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เวียงกุมกามเริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2527 เมื่อกรมศิลปากรเริ่มขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดกานโถม (หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดช้างค้ำ) และพบพระพิมพ์ดินเผาที่มีลักษณะเฉพาะของช่างหริภุญไชยจากลำพูน การค้นพบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งนี้ ต่อมาการขุดค้นยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2546 พบประติมากรรมมกรคายมังกรที่วัดกู่ป้าด้อมและเครื่องถ้วยจีนโบราณที่จมอยู่ในชั้นดินที่วัดหนานช้างเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เราทราบถึงความรุ่งเรือง ในอดีตเวียงกุมกามเคยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ก่อตั้งขึ้นโดยพญาเม็งรายในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองนี้ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม มีวัดและโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดเจดีย์เหลี่ยม และวัดช้างค้ำ รวมถึงวัดอื่น ๆ กว่า 20 แห่ง โดยเมืองนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมล้านนาในสมัยนั้น อย่างไรก็ตามด้วยปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ ทำให้เวียงกุมกามถูกทิ้งร้างและจมหายไปใต้ตะกอนทรายของแม่น้ำปิง จนกระทั่งถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2527 และได้รับการขุดค้นจากนักโบราณคดี ปัจจุบันเวียงกุมกามกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมล้านนา นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมโบราณสถานต่าง ๆ เช่น กำแพงเมืองและซากเจดีย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเมืองในอดีต ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่พบในเมืองโบราณนี้ยังคงสะท้อนถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมล้านนา ที่มา […]

เครื่องถ้วยล้านนา ศิลปะและภูมิปัญญาโบราณ

เครื่องถ้วยล้านนาเป็นหนึ่งในมรดกทางศิลปะที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในดินแดนล้านนาในอดีต ความงดงามและความประณีตของเครื่องถ้วยชนิดนี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างเทคนิคท้องถิ่นและอิทธิพลจากภายนอก เช่น สุโขทัยและจีน โดดเด่นด้วยการปรับรูปแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละแหล่งผลิต แม้เครื่องถ้วยล้านนาจะเริ่มสูญหายไปจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมันยังคงโดดเด่นไม่เสื่อมคลาย ประวัติศาสตร์และจุดเริ่มต้นเครื่องถ้วยล้านนามีต้นกำเนิดที่เชื่อมโยงกับเครื่องถ้วยสังคโลกของสุโขทัยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 วัฒนธรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบเคลือบได้รับการถ่ายทอดมายังล้านนาผ่านการค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในยุคพญายุธิษฐิระ เจ้าเมืองสองแคว ที่นำผู้คนและภูมิปัญญามายังดินแดนล้านนาในยุคของพระเจ้าติโลกราช แหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยเริ่มกระจายตัวในพื้นที่ต่าง ๆ ของล้านนา เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา และน่าน เครื่องถ้วยล้านนาเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-23 โดยผลิตทั้งเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและส่งออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น พม่า จีนตอนใต้ และอาณาจักรใกล้เคียง นอกจากจะสะท้อนความสามารถในด้านศิลปะและเทคนิคการผลิตแล้ว ยังบ่งบอกถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างล้านนาและต่างชาติ แหล่งเตาเผาสำคัญและเอกลักษณ์ของเครื่องถ้วยล้านนาเครื่องถ้วยล้านนาแต่ละแหล่งผลิตมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนถึงสภาพภูมิศาสตร์ วัสดุ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ดังนี้: 1. เตาสันกำแพง (เชียงใหม่)เป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ผลิตภาชนะขนาดใหญ่ เช่น ชามและจาน ลวดลายโดดเด่น ได้แก่ ลายปลาคู่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดหยิน-หยางของจีน เนื้อดินหยาบ สีเขียวไข่กา และเคลือบใสที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ เนื่องจากขาดการควบคุมอุณหภูมิในการเผาอย่างแม่นยำ 2. เตาเวียงกาหลง (เชียงราย)ผลิตเครื่องเคลือบที่เน้นความประณีต มีเนื้อดินขาวละเอียด ทำจากดินเกาลิน ลวดลายยอดนิยม […]

“คลองแม่ข่า” จากเส้นทางน้ำโบราณสู่แลนด์มาร์กใหม่เชียงใหม่

คลองแม่ข่า หรือ แม่น้ำข่า เป็นเส้นทางน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ มีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร เกิดจากสายน้ำบนดอยสุเทพ เช่น น้ำแม่สา ห้วยชะเยือง และห้วยแก้ว ไหลรวมกันกลายเป็นคลองที่โอบล้อมตัวเมืองเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในยุคพญามังรายที่เลือกพื้นที่นี้สร้างเมืองเมื่อกว่า 700 ปีก่อน คลองแม่ข่าทำหน้าที่เป็นคูเวียงชั้นนอกสำหรับป้องกันน้ำท่วมและรักษาเมือง สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำของคนล้านนาในอดีต อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของภาคเหนือ ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ริมคลองและการทิ้งน้ำเสียโดยไร้การบำบัด ส่งผลให้คลองแม่ข่าเน่าเสียและทรุดโทรม กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ต่อมาในปี 2560 มีการฟื้นฟูคลองแม่ข่าครั้งใหญ่ ด้วยงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท เพื่อขุดลอกคลอง ติดตั้งเครื่องเติมอากาศ และปรับปรุงภูมิทัศน์ ปัจจุบันคลองแม่ข่าได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่เปี่ยมเสน่ห์ โดยจำลองบรรยากาศคล้ายคลองโอตารุของญี่ปุ่น สองฝั่งคลองถูกปรับให้เป็นพื้นที่เดินเล่นและพักผ่อนมีแสงไฟประดับในยามค่ำคืน กลายเป็นจุดท่องเที่ยวใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการฟื้นฟูพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง ด้วยความร่วมมือจากชุมชน ภาครัฐ และเอกชน เชียงใหม่ได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ที่มา : กรมศิลปากร https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/37681-%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2

บ้านถวาย แหล่งหัตถกรรมไม้แกะสลัก สู่ชุมชนต้นแบบ OTOP

หากพูดถึงงานหัตถกรรมไม้แกะสลัก ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก “หมู่บ้านถวาย” ตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นแหล่งผลิตงานศิลปะไม้แกะสลักที่สำคัญ และเป็นชุมชนต้นแบบในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จุดเริ่มต้นจากวิกฤตเกษตรสู่ความรุ่งเรืองในงานไม้แกะสลักตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ หมู่บ้านถวายมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 300 ปี เดิมทีชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรม แต่ช่วงปี พ.ศ. 2500-2505 หมู่บ้านประสบปัญหาภัยแล้งและเศรษฐกิจตกต่ำ ชาวบ้านบางส่วนจึงเดินทางออกไปรับจ้างในตัวเมืองเชียงใหม่ หนึ่งในนั้นคือ “พ่อใจมา อิ่นแก้ว” และเพื่อนอีกสองคนที่ไปทำงานในร้านน้อมศิลป์ ย่านวัวลาย ร้านที่มีชื่อเสียงด้านงานไม้แกะสลัก ด้วยความสนใจและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สามคนนี้ได้เรียนรู้เทคนิคการแกะสลักจากช่างฝีมือในร้าน ก่อนจะนำทักษะกลับมาพัฒนาฝีมือที่บ้านถวาย โดยมีญาติพี่น้องช่วยเหลือ จนเกิดเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาการแกะสลักสู่ชาวบ้าน ทำให้หมู่บ้านค่อย ๆ กลายเป็นแหล่งผลิตงานหัตถกรรมไม้แกะสลักที่ได้รับความนิยม การรวมตัวเพื่อสืบสานภูมิปัญญาและขยายศูนย์หัตถกรรมในปี พ.ศ. 2532 ภายใต้การนำของพ่อหลวงคำมูล บุตรชัย ชาวบ้านถวายที่มีใจรักในงานหัตถกรรมได้รวมตัวกันจัดงาน “ศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย” ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อประชาสัมพันธ์งานฝีมือของชาวบ้าน และต่อมาได้พัฒนาศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวายขึ้น ณ บริเวณสองฝั่งคลองชลประทาน แม้ว่าจะเคยประสบปัญหาการขอใช้พื้นที่จากกรมชลประทาน แต่ด้วยความมุ่งมั่นของชาวบ้าน สุดท้ายพื้นที่ดังกล่าวก็ได้รับอนุญาตให้พัฒนาเป็นตลาดค้าขายถาวร ทำให้ร้านค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง […]

“ต้นกำเนิดการศึกษา โรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของเชียงใหม่”

ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายสำคัญในการขยายการศึกษาให้กับพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะการเรียนรู้วิชาหนังสือไทยเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน เขียน และคิดเลข ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับความรู้และความสามารถของประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ในปี พ.ศ. 2432 พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งข้าหลวงพิเศษ ได้รับพระบรมราชโองการให้ขึ้นมาจัดการป้องกันพระราชอาณาเขตทางชายแดนของเมืองเชียงใหม่ พร้อมกับการริเริ่มการจัดตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ โดยใช้สถานที่ที่เป็นศาลากลางสวนริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก ซึ่งในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2432 โรงเรียนแห่งนี้ได้เริ่มต้นขึ้นภายใต้ชื่อ “โรงเรียนเมืองนครเชียงใหม่” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสศึกษาวิชาหนังสือไทย การริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เป็นการสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการขยายการศึกษาให้ครอบคลุมทั่วทั้งราชอาณาจักร โดยต่อมาในปี พ.ศ. 2441 พระองค์ได้ออก “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง” เพื่อขยายการศึกษาหนังสือไทยให้แก่หัวเมืองต่างๆ พร้อมกันกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในการบริหารราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2442 โรงเรียนหลวงแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนวัดพระเจดีย์หลวง” ก่อนที่จะได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นชื่อ “โรงเรียนพระเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่” และในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย” ตามพระราชทานนามของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองมณฑลพายั โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยถือเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาภายในพื้นที่ภาคเหนือ และเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นของการศึกษาทางการในล้านนามาจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งผลิตบุคลากรสำคัญให้กับสังคมไทย […]

“ต้นยางนา” เอกลักษณ์บนถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน

ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน หรือที่รู้จักกันในชื่อถนนหมายเลข 106 โดดเด่นด้วยต้นยางนาเรียงรายสองฝั่งทาง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทรงคุณค่ามาอย่างยาวนาน ต้นยางนาบนถนนสายนี้เริ่มปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ. 2425 โดยมหาอำมาตย์โท เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่มรื่นและเสริมความสวยงามให้กับเส้นทางสำคัญที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 รัฐบาลได้ขยายการปลูกเพิ่มเติม โดยต้นยางนาถูกปลูกตลอดแนวในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดลำพูนมีการปลูกต้นขี้เหล็กควบคู่กัน การเปลี่ยนแปลงของถนนสายต้นยางนานี้สะท้อนถึงพัฒนาการของเมืองและบทบาทที่เปลี่ยนไปของเส้นทางคมนาคมสายนี้ ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษต้นยางนาถูกดูแลโดยทั้งภาครัฐและชุมชน แต่ก็เผชิญกับปัญหาสำคัญ เช่น การหักโค่นของต้นไม้ที่สร้างความเสียหายและความเสี่ยงต่อผู้ใช้เส้นทาง ความสำคัญของต้นยางนาบนถนนสายนี้ได้รับการยกระดับขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2550 เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชเสาวนีย์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์ต้นยางนา ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพทรุดโทรมหลายต้น จากนั้นมีโครงการสำคัญ เช่น การปลูกต้นยางนาเฉลิมพระเกียรติในโอกาสครบรอบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2556-2559 การอนุรักษ์ต้นยางนาได้รับแรงสนับสนุน เมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้พื้นที่สองฝั่งถนนเชียงใหม่-ลำพูนเป็นเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของชุมชนและมรดกทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ต้นยางนาเหล่านี้ยังคงเผชิญความท้าทายจากการพัฒนาเมืองและสภาพอากาศ แม้ว่าความพยายามในการฟื้นฟูและอนุรักษ์จะดำเนินต่อเนื่องมา แต่การจัดการยังขาดความสม่ำเสมอและบูรณาการจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้บางส่วนของประชาชนเกิดความไม่มั่นใจต่อแนวทางการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ต้องการความปลอดภัยจากการใช้ถนนกับกลุ่มที่ต้องการรักษาเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข ปัจจุบันต้นยางนาบนถนนสายเชียงใหม่ – ลำพูนยังคงเป็นมรดกสำคัญที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ต้นไม้เหล่านี้จะสามารถเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สร้างประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต […]

วัดภูมินทร์ ศิลปกรรมแห่งเมืองน่าน มรดกทรงคุณค่ากว่า 400 ปี

ประวัติศาสตร์และความสำคัญของวัดภูมินทร์วัดภูมินทร์เป็นหนึ่งในวัดสำคัญและงดงามที่สุดของจังหวัดน่าน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2139 โดย พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 40 เดิมชื่อว่า “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งต่อมาชื่อได้เพี้ยนกลายมาเป็น “วัดภูมินทร์” ตามที่ปรากฏในเอกสารคัมภีร์เมืองเหนือ วัดนี้มีอายุยาวนานกว่า 424 ปี (นับถึง พ.ศ. 2563) และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาวน่าน สถาปัตยกรรมจตุรมุขที่โดดเด่นและหาชมได้ยากสิ่งที่ทำให้วัดภูมินทร์มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือ พระอุโบสถและพระวิหารที่รวมอยู่ในอาคารเดียวกัน มีลักษณะเป็นอาคารจตุรมุข (มีทางเข้าออก 4 ด้าน) ซึ่งเป็นวัดแรกในประเทศไทยที่ใช้รูปแบบนี้ โครงสร้างอาคารได้รับการค้ำด้วย เสาไม้สัก 12 ต้น ที่ประดับด้วยลวดลายลงรักปิดทองอย่างประณีต บริเวณบันไดทางขึ้นพระอุโบสถมี พญานาค ขนาบทั้งสองข้าง ชาวบ้านเรียกพญานาคนี้ว่า “นาคสะดุ้ง” เชื่อกันว่าพญานาคเหล่านี้คอยหนุนค้ำพระอุโบสถไว้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าหากคู่รักเดินลอดใต้บันไดนาคครบ 3 รอบ ตามเข็มนาฬิกา จะสมหวังในความรัก และสำหรับผู้ที่มาเยือนจากแดนไกล เชื่อว่าจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้ง จิตรกรรม “ฮูบแต้ม” กระซิบรักบันลือโลก และวิถีชีวิตชาวน่านอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้วัดภูมินทร์มีชื่อเสียงโด่งดังคือ จิตรกรรมฝาผนัง “ฮูบแต้ม” ซึ่งวาดขึ้นในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช บอกเล่าเรื่องราวพุทธชาดกและวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต […]

งามอย่างล้านนา เอกลักษณ์การแต่งกายสตรีด้วยซิ่นทอมือ

การแต่งกายของสตรีล้านนาในอดีตไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความงามของหญิงชาวเหนือ หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะ “ซิ่น” หรือผ้าถุงพื้นเมืองที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละชุมชนและสกุลทอ ซิ่นทอมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่เพียงผืนผ้า แต่คือประวัติศาสตร์ที่ถักทอด้วยเส้นใยแห่งศรัทธา วัฒนธรรม และความรักในงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ซิ่น : ศิลปะบนผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องราวท้องถิ่นซิ่นของชาวล้านนาแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ได้แก่ หัวซิ่น ที่มักเป็นผ้าฝ้ายสีพื้นอย่างสีแดง น้ำตาล หรือขาว ซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มสบาย ส่วนนี้เป็นจุดเชื่อมระหว่างผืนผ้ากับร่างกาย จึงเน้นความเรียบง่ายและสวมใส่สบาย ตัวซิ่น คือส่วนกลางของผ้าซิ่นที่มีลวดลายโดดเด่น นิยมลายตาขวางที่มีสีสันหลากหลาย โดยสีเหลืองถือเป็นสีที่พบได้บ่อยที่สุด ตีนซิ่น หรือชายผ้าด้านล่าง เป็นจุดแสดงความประณีต ลวดลายที่งดงามที่สุด เช่น “ซิ่นตีนจก” ที่ใช้เทคนิคการทอซับซ้อนด้วยเส้นไหม ไหมเงิน หรือไหมทอง ลวดลายบนซิ่นตีนจกมีความหลากหลายและวิจิตรบรรจง เช่น ลายโคม ที่เป็นลายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดขนาดใหญ่เรียงต่อกัน ล้อมรอบด้วยแถวลวดลายเล็ก ๆ หรือ ลายหางสะเปา ที่เป็นเส้นเล็ก ๆ ห้อยลงมาจากตีนซิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนการประดับด้วยพู่ห้อยเล็ก ๆ เพิ่มความพลิ้วไหวเมื่อเคลื่อนไหว ผ้าซิ่นแต่ละผืนจึงมีเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน และสามารถบอกถึงเอกลักษณ์ของชุมชนผู้ทอได้อย่างชัดเจน การแต่งกายสะหว้ายแหล้งและมัดนม เรียบง่ายแต่ทรงเสน่ห์ท่อนบนของสตรีล้านนาในอดีตมีความงดงามเรียบง่าย “สะหว้ายแหล้ง” คือการห่มผ้าเฉวียงบ่าแบบคล้องไหล่เปิดเผยช่วงแขน ขณะที่ “มัดนม” […]

ความงามแห่งพระธาตุปีฉลู พระธาตุลำปางหลวง

วัดพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ในตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร วัดแห่งนี้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและงดงามด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาแบบดั้งเดิม วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญทั้งด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บนเนินดินสูง ล้อมรอบด้วยกำแพงและคูน้ำ สถานที่แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับตำนานทางศาสนาและบุคคลสำคัญในอดีต ตามตำนานพระธาตุลำปางหลวงเกี่ยวข้องกับ “มหาราชเทวี” ซึ่งเป็นพระราชชนนีของพระยาสามฝั่งแกน พระนางได้เสด็จมายังเมืองลัมภกัปปนคร (ปัจจุบันคือบริเวณลำปาง) และได้เห็นพระธาตุแสดงปาฏิหาริย์ จึงเสด็จไปนมัสการ ต่อมา หมื่นหาญแต่ท้อง ซึ่งเป็นญาติของพระเจ้าติโลกราช ได้ขออนุญาตจากพระองค์สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น จารึกและเอกสารโบราณ ระบุว่าวัดนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าติโลกราช เหตุการณ์สำคัญในอดีตในทางประวัติศาสตร์ วัดพระธาตุลำปางหลวงยังมีบทบาทสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2275 เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่หนานทิพย์ช้าง วีรบุรุษชาวลำปาง ได้รวบรวมพลต่อสู้กับท้าวมหายศ ผู้ครองนครลำพูนในขณะนั้น โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในวัดและร่องรอยกระสุนปืนยังคงปรากฏอยู่บนรั้วทองเหลืองรอบองค์พระธาตุเจดีย์จนถึงปัจจุบัน จุดเด่นของวัดพระธาตุลำปางหลวงพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาส บริเวณลานทรายที่ล้อมรอบด้วยวิหารและระเบียงคด ซึ่งแสดงถึงแนวคิดจักรวาลของล้านนา โดยมีพระธาตุเป็นศูนย์กลาง รูปทรงของเจดีย์เป็นทรงระฆัง หุ้มด้วยแผ่นโลหะทั้งองค์ ลักษณะของพระธาตุมีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ เจดีย์มีฐานบัวย่อเก็จ ต่อด้วยชั้นมาลัยเถาบัวถลาเรียงซ้อนกัน 3 ชั้น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยที่เผยแพร่ขึ้นมายังล้านนาในสมัยพระสุมนเถระ ฐานบัวปากระฆังประดับด้วยลายกลีบบัวมีเกสร ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังที่ประดับลวดลายอย่างวิจิตร ด้านบนเป็นบัลลังก์ บัวฝาละมี และยอดฉัตรที่มีความงดงามตามแบบล้านนา การเยี่ยมชมและนมัสการผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมายังวัดพระธาตุลำปางหลวง เพื่อชื่นชมและสักการะพระแก้วดอนเต้าได้ทุกวัน เวลา […]

เครื่องเขินล้านนา ศิลปะพื้นถิ่นแห่งวิถีชีวิตและฐานะทางสังคม

“เครื่องเขิน” หนึ่งในภูมิปัญญางานฝีมือพื้นถิ่นของชาวล้านนา ได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งศิลปะและสัญลักษณ์แห่งฐานะทางสังคม แม้คำว่า “เครื่องเขิน” จะไม่ได้ปรากฏในภาษาพื้นถิ่นดั้งเดิมของเชียงใหม่ แต่คาดว่าคำนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดยข้าราชการหรือชาวภาคกลางที่เข้ามายังภาคเหนือเมื่อราว 100 ปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงการหลอมรวมวัฒนธรรมระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ทั้งนี้ เครื่องเขินคือมรดกที่สืบทอดมาอย่างยาวนานโดยชาวเชียงใหม่ที่มีเชื้อสายไทเขิน เครื่องเขินศิลปะจากธรรมชาติสู่ของใช้ในชีวิตประจำวันเครื่องเขินคือภาชนะหรือของใช้ที่มีโครงสร้างภายในทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย หรือไม้จริง ซึ่งเคลือบด้วยยางรักจากต้นรักสีดำมันเงา การเคลือบด้วยยางรักไม่เพียงแต่เพิ่มความแข็งแรงทนทาน แต่ยังกันน้ำและความชื้นได้ดี นอกจากนี้ ผิวของเครื่องเขินยังมีความเงางามและสามารถปรับแต่งเป็นพื้นผิวลวดลายต่าง ๆ ได้ ทำให้เพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น คุณสมบัติพิเศษของเครื่องเขิน คือมีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่ายเหมือนเครื่องปั้นดินเผา เหมาะกับวิถีชีวิตของชาวล้านนาที่อาศัยในเรือนเครื่องผูก ซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นไม้ไผ่และเน้นความเรียบง่าย เครื่องเขินจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นขันโตก หีบผ้า หรือกล่องเก็บของมีค่า ภาชนะบ่งบอกฐานะและเกียรติยศของเจ้าของบ้านนอกเหนือจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน เครื่องเขินยังเป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางสังคมในอดีต หีบผ้าของเจ้าบ่าวที่มีลวดลายวิจิตรสวยงาม แสดงถึงความมั่งคั่งของครอบครัวฝ่ายชาย ขันหมากที่ประดับประดาอย่างสวยงาม บ่งบอกถึงความประณีตและรสนิยมของเจ้าของบ้าน เครื่องเขินจึงกลายเป็นสมบัติที่เจ้าของบ้านใช้แสดงฐานะ และความภาคภูมิใจในสังคมล้านนา เครื่องเขินยังมีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมบูชาผีบรรพบุรุษ เช่น ฟ้อนผีมด ผีเม็ง ซึ่งเป็นพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีประจำตระกูล ในแต่ละพิธี ญาติพี่น้องในสายตระกูลเดียวกันจะนำขันดอก ขันไหว้ หรือภาชนะที่ใช้สำหรับเซ่นไหว้มารวมกันที่บ้านเจ้าภาพ ตระกูลใดมีเครื่องเขินที่สวยงามวิจิตร ก็จะได้รับการชื่นชมจากชุมชน ในทางกลับกัน หากไม่มีเครื่องเขินที่คู่ควร […]

“ขัวเก่า”สู่ “ขัวแขก” ตำนานสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของเชียงใหม่

เชียงใหม่ สะพานวัดเกต หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขัวเก่า” นับเป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ราวปี พ.ศ. 2421 โดยหมอชีค (Marion A. Cheek) มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้ผันตัวมาทำกิจการป่าไม้ สะพานแห่งนี้ทำจากไม้สักขนาดใหญ่ เชื่อมฝั่งวัดเกตการามกับตลาดต้นลำไย เป็นทางสัญจรสำคัญของชาวเชียงใหม่ในอดีต จากสะพานข้ามสู่ขัวเก่า ในช่วงแรกสะพานแห่งนี้เรียกว่า “ขัวกุลา” แต่เมื่อมีการสร้างสะพานนวรัฐซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่สองในภายหลัง ชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาเรียกสะพานวัดเกตว่า “ขัวเก่า” แสดงถึงความเก่าแก่และความสำคัญของสะพานที่เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ปี พ.ศ. 2475 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเมื่อขัวเก่าถูกกระแสน้ำหลากพัดซุงจำนวนมากมากระแทกตอม่อสะพาน จนทำให้สะพานทรุดเอียงและต้องรื้อทิ้ง รัฐบาลจึงสร้างสะพานชั่วคราวด้วยไม้ไผ่สานขัดแตะหรือ “ขัวแตะ” ซึ่งต้องสร้างใหม่ทุกปีเมื่อถูกกระแสน้ำพัดพังลง ขัวแขก อนุสรณ์แห่งความรักและน้ำใจ ในปี พ.ศ. 2507 โมตีราม หรือ มนตรี โกสลาภิรมณ์ พ่อค้าชาวอินเดีย ได้บริจาคเงินเพื่อสร้างสะพานถาวรขึ้นใหม่ ณ ที่ตั้งเดิม เพื่ออุทิศให้ภรรยาชื่อจันทร์สม สะพานจึงได้ชื่อว่า “สะพานจันทร์สมอนุสรณ์” หรือ “ขัวแขก” เป็นสะพานสำหรับคนเดินข้ามและมีการใช้งานต่อเนื่องมา เมื่อสะพานชำรุดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2554 เทศบาลนครเชียงใหม่จึงจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรงกว่าเดิม […]

อิคิไก การค้นหาความหมายของชีวิตที่คิดว่าไม่มีความหมาย

หลายคนคงเคยประสบพบเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก พบเจอกับเหตุการณ์ที่เข้ามาบั่นทอนจิตใจ ร่างกาย หรืออาจจะไม่ได้พบเจอกับอะไรทำนองนั้นแต่ก็มีความคิดว่าชีวิตมันช่างไร้ค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีเป้าหมายที่มันชัดเจนที่จะเป็นแรงจูงใจในการดำเนินชีวิต มันเลยทำให้มองว่าชีวิตของตัวเองนั้นไม่มีความหมายอีกต่อไป  อิคิไก (Ikigai) เป็นปรัชญาจากญี่ปุ่น ที่จะช่วยค้นหาความหมายชีวิต อิคิไกของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันมีความแตกต่างกันไป โดยจะมีการหาจุดร่วมอยู่ 4 ประการ 1.สิ่งที่คุณรัก คือสิ่งที่รักและสนุกที่ได้ทำ 2.สิ่งที่คุณเก่ง คือสิ่งที่ถนัดและมีทักษะ สามารถทำได้ดี 3.สิ่งที่โลกต้องการ คือสิ่งที่สังคมหรือผู้อื่นต้องการและเป็นประโยชน์ 4.สิ่งที่ทำให้ได้รับผลตอบแทน คือ สิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา พูดง่ายๆคือการจะหาการทำงานหรือกิจกรรมบางอย่างมันต้องสอดคล้องกับทั้ง4อย่างนี้ มันจะทำให้การทำงานหรือทำอะไรก็ตามไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะเรารู้สึกสนุก ผูกพัน เราสามารถทำมันได้ดี และมันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นอีก โดยเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมอง หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอีกไม่นานเราก็จะวนกลับมาที่เดิม กลับมาอยู่กับความคิดเดิมที่ว่าชีวิตไม่มีความหมาย ไม่มีความสุขอีก   หากสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ มันอาจจะช่วยให้เราได้พบกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็ต้องใช้ความอดทน มันไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องค่อยๆหากิจกรรมไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะเจอว่านี่แหละคืออิคิไกของเรา มันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีความหมายและก่อให้เกิดความสุขเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่ยังคงเกิดปัญหานี้อยู่ก็สามารถนำเอาแนวคิดอิคิไกนี้ไปค้นหาด้วยตนเองเพื่อที่จะได้พบกับสิ่งที่เป็นคำตอบของคำถาม ที่มาจาก : https://thestandard.co/life/ikigai/

1 … 15 16 17 18 19 … 43