53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

“จรัล มโนเพ็ชร” โฟล์คซองคำเมืองที่ไม่เคยเลือนหาย

จรัล มโนเพ็ชร เป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรีไทย โดยเฉพาะการนำ “โฟล์คซองคำเมือง” หรือบทเพลงพื้นบ้านล้านนามาประยุกต์ให้ร่วมสมัยและได้รับความนิยมในระดับประเทศ เขาเกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2494 ที่บ้านย่านวัดเกตุ เมืองเชียงใหม่ ในช่วงปี พ.ศ. 2520 จรัลนำดนตรีพื้นเมืองล้านนา ซึ่งดั้งเดิมมักใช้เครื่องดนตรีอย่างซึงหรือสะล้อ มาผสมผสานกับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ เช่น กีตาร์และแมนโดลิน ทำให้เกิดเสียงดนตรีที่แปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ เสียงเพลงของจรัลไม่เพียงแค่ไพเราะ แต่ยังสื่อสารถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและปัญหาสังคมของชาวล้านนาได้อย่างลึกซึ้ง บทเพลงดังที่สร้างชื่อเสียง ได้แก่ อุ๊ยคำ สาวมอเตอร์ไซค์และคนสึ่งตึง เนื้อเพลงส่วนใหญ่มีความเรียบง่ายแต่กินใจ เล่าเรื่องราวของชีวิตผู้คน ทั้งความสุข ความทุกข์ และความเป็นภาคเหนือ ความสามารถรอบด้านของจรัลส่งผลให้ได้รับรางวัลดนตรี สีสันอวอร์ด ในปี พ.ศ. 2538 โดยคว้าถึงสามรางวัลในปีเดียว ได้แก่ ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม เพลงยอดเยี่ยม และอัลบั้มยอดเยี่ยมจากผลงาน ศิลปินป่า ในปี พ.ศ. 2539 จรัลยังได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนครูเพลงภาคเหนือในงานพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เขาแต่งเพลง ฮ่มฟ้าปารมี เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสนี้ บทเพลงดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากและถูกนำไปใช้ในการเรียนการสอนในวิชานาฏศิลป์ บทส่งท้ายชีวิตศิลปินแห่งล้านนา จรัล […]

เจดีย์กิ่วสัญลักษณ์ ตำนานและการเสียสละริมฝั่งแม่ปิง

ลักษณะของเจดีย์กิ่วเจดีย์กิ่วตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง บริเวณสามแยกถนนวิชยานนท์และถนนวังสิงห์คำใกล้ที่ทำการเทศบาลนครเชียงใหม่ ลักษณะของเจดีย์คล้ายกรวยสามเหลี่ยมทรงกลม ฐานกว้างประมาณ 6 เมตร และสูงประมาณ 8 เมตร องค์เจดีย์โบกปูนเรียบ ไม่มีลวดลายหรือการตกแต่งใด ๆ และถูกทาสีขาว ส่วนยอดเจดีย์มีลักษณะหักเข้าและประดับด้วยองค์ประกอบทั่วไปของเจดีย์แบบล้านนา ตำนานการเสียสละของลุงเพียงเจดีย์กิ่วเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าขานถึงการเสียสละของ “ลุงเพียง” หรือ “ลุงเปียง” ชายชาวเชียงใหม่ผู้พลีชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง ในครั้งนั้นกษัตริย์พม่าได้ยกทัพมาล้อมเมืองเชียงใหม่และเสนอการแข่งขันดำน้ำเป็นเดิมพัน โดยหากฝ่ายใดชนะอีกฝ่ายจะต้องถอนทัพกลับไป ลุงเพียงอาสาเป็นตัวแทนของชาวเชียงใหม่แข่งขันกับนักประดาน้ำจากพม่าทั้งสองฝ่ายลงดำน้ำพร้อมกันแต่เวลาผ่านไปนานชาวพม่าก็โผล่ขึ้นมาก่อน ขณะที่ลุงเพียงกลับไม่ขึ้นจากน้ำ หลังชัยชนะเป็นที่แน่ชัดผู้คนจึงลงไปตามหาลุงเพียง พบว่าลุงเพียงได้เสียชีวิตในน้ำเพราะผูกตัวเองไว้กับเสาเพื่อให้มั่นใจว่าฝ่ายเชียงใหม่จะได้รับชัยชนะ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงสร้างเจดีย์กิ่วขึ้นริมแม่น้ำปิงเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ความเสียสละของลุงเพียง ข้อสันนิษฐานอื่นเกี่ยวกับเจดีย์กิ่วแม้ตำนานของลุงเพียงจะเป็นเรื่องเล่าที่คนเชียงใหม่รู้จักกันดีแต่เจดีย์กิ่วก็ยังมีข้อสันนิษฐานอื่นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา เช่น 1. เจดีย์กิ่วอาจเป็นสถูปบรรจุอัฐิของบุคคลสำคัญชาวพม่าสมัยที่พม่าปกครองเชียงใหม่ระหว่างปี พ.ศ. 2101 – 2317 2. เจดีย์กิ่วอาจเป็นเครื่องหมายของปากอุโมงค์ที่ทอดยาวมาจากเจดีย์หลวงในตัวเมือง คุ้มท่าเจดีย์กิ่วใกล้เจดีย์กิ่ว เคยมีคุ้มของเจ้าเมืองเชียงใหม่ เรียกว่า “คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว” ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นที่ตั้งของสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ รูปภาพและแหล่งข้อมูลศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ https://lannainfo.library.cmu.ac.th/picturelanna/comparepic.php?picture_id=1651Museum Thailand https://www.museumthailand.com/th/3072/storytelling/เจดีย์ขาว/

อุทยานหลวงราชพฤกษ์ มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติและหอคำหลวง

จุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จของมหกรรมพืชสวนโลกในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2549 และทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษาในปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้ชื่อ “ราชพฤกษ์ 2549” ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ตำบลแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึง 31 มกราคม 2550 รวม 92 วัน บนพื้นที่กว่า 468 ไร่ ซึ่งประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในเวทีระดับโลก หลังงานมหกรรมสิ้นสุดลง คณะรัฐมนตรีมีมติในปี 2551 ให้สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) เข้าบริหารจัดการพื้นที่เดิม เพื่อพัฒนาสวนเฉลิมพระเกียรติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรและวัฒนธรรมของประเทศไทย และในปี 2553 สวนได้รับพระราชทานชื่ออย่างเป็นทางการว่า “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” (Royal Park Rajapruek) อันหมายถึงสวนของพระมหากษัตริย์ โดยต้นราชพฤกษ์หรือคูนที่ได้รับการยกย่องเป็นดอกไม้ประจำชาติไทยยังเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสถานที่แห่งนี้ ในฐานะจุดเด่นและศูนย์กลางของงานมหกรรม หอคำหลวงถูกสร้างขึ้นเพื่อนำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้แนวคิด “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย” อาคารได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์โดยทีมช่างสิบหมู่ล้านนา […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งสายใยของชุมชนล้านนา

ประเพณีตานก๋วยสลาก หรือที่ชาวไทยภาคกลางเรียกว่า สลากภัต เป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ประเพณีนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ตานสลาก กิ๋นข้าวสลาก กิ๋นก๋วยสลาก แต่ล้วนหมายถึงพิธีกรรมเดียวกัน แม้รายละเอียดในแต่ละพื้นที่จะต่างกันบ้าง ตานก๋วยสลากจัดขึ้นระหว่างเดือน 12 เหนือถึงเดือนยี่เหนือ หรือช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลไม้ในท้องถิ่นกำลังสุก ชาวบ้านถือโอกาสนี้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ และยังเป็นการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในชุมชน ก่อนถึงวันตานก๋วยสลากจะมี วันดา หรือ วันสุกดิบ ชาวบ้านจะเตรียมสิ่งของต่าง ๆ ใส่ใน ก๋วย ซึ่งเป็นตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ หรือในปัจจุบันอาจใช้ถังพลาสติกหรือถังอะลูมิเนียมแทน ของที่ใส่ในก๋วยมีทั้งอาหาร ขนม ดอกไม้ และของใช้จำเป็น เช่น ข้าวสาร แคบหมู ไส้อั่ว หมูหนึ่ง ปลานึ่ง รวมถึงของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสบู่ ยาสีฟัน และสมุด ก๋วยสลากแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ก๋วยน้อย และ ก๋วยใหญ่ ซึ่งบางครั้งจะมีการทำ ก๋วยโจ้ค หรือก๋วยขนาดใหญ่ที่ตกแต่งสวยงาม บางก๋วยอาจมีการใส่ข้าวของเครื่องใช้มากเป็นพิเศษ เช่น หวี […]

ศิลปกรรม “ลายคำ” ศิลปะที่สะท้อนความงามในทุกองค์ประกอบ

ในดินแดนล้านนาอันลึกลับและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ศิลปกรรมลายคำถือเป็นมรดกทางศิลปะที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคนี้ ทั้งในด้านความงามและความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา งานศิลปะลายคำที่พบในศาสนสถานต่าง ๆ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการแสดงออกถึงความเชื่อและศรัทธาของชาวล้านนา ซึ่งการทำลายคำก็ถือเป็นศิลปะที่เป็นทั้งความสวยงามและเครื่องมือทางศาสนาที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในวิถีชีวิตของผู้คน การประดิษฐ์ศิลปกรรมลายคำล้านนา ศิลปะที่สะท้อนทั้งความเชื่อและความงดงามศิลปกรรมลายคำล้านนาไม่ได้เพียงแต่เป็นงานศิลป์ที่ใช้ตกแต่งหรือประดับตกแต่งสถานที่เท่านั้น แต่ยังมีความหมายเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของชาวล้านนาอย่างแนบแน่น โดยการประดิษฐ์งานลายคำล้านนาจะใช้ทองคำบริสุทธิ์เป็นวัสดุหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงและความงามได้อย่างวิจิตรบรรจง การใช้ทองคำที่แผ่นบางและประดับลงไปในลวดลายต่าง ๆ ของศิลปะล้านนาไม่เพียงแค่สวยงามแต่ยังเป็นการแสดงถึงการเคารพในพระพุทธศาสนา และการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านความงดงามที่แผ่กระจายออกมา การตกแต่งศาสนสถานด้วยศิลปกรรมลายคำมีความสำคัญมากในด้านการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ และในฐานะที่ศิลปกรรมเหล่านี้ถูกใช้ในกิจกรรมทางศาสนา ทั้งในงานบูชาและพิธีกรรมต่าง ๆ ลายคำจะปรากฏในลักษณะของลวดลายที่ประดับภายในวิหารพระพุทธรูป โครงสร้างศาสนสถาน และเจดีย์ นอกจากนี้ ยังพบเห็นในเครื่องสักการะที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและในเครื่องประกอบยศที่มีความสำคัญในสังคมล้านนา สถาปัตยกรรมและจิตรกรรมที่ใช้ลายคำ การบอกเล่าเรื่องราวผ่านศิลปะเมื่อกล่าวถึงศิลปกรรมลายคำแล้ว สถาปัตยกรรมภายในศาสนสถานต่าง ๆ เป็นที่ที่สามารถเห็นถึงการใช้ศิลปกรรมนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่วิหารพระสิงห์ที่วัดพระสิงห์ในจังหวัดเชียงใหม่ หรือที่วัดเจดีย์หลวงในเชียงราย ลวดลายทองคำที่ประดับอยู่บนเสา โครงสร้างและฝาผนังของวิหารต่าง ๆ ได้สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของสังคมล้านนาในช่วงเวลาที่เจริญรุ่งเรือง การนำศิลปกรรมลายคำมาใช้ในจิตรกรรมและการตกแต่งอื่น ๆ ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างศิลปะการวาดภาพและศิลปะการตกแต่ง ทำให้เกิดภาพที่มีความหมายลึกซึ้งในเชิงสัญลักษณ์ ในภาพจิตรกรรมที่ประดับอยู่ในวัดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติหรือเรื่องราวทางศาสนา ที่นอกจากจะเป็นการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ยังมีการใช้ทองคำในการสร้างความรู้สึกของความศักดิ์สิทธิ์และเป็นการยกย่องความสำคัญของบุญบารมีของพระพุทธเจ้าที่มาพร้อมกับความสวยงามของศิลปะ ศิลปกรรมลายคำกับความเชื่อทางศาสนางานลายคำล้านนาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการตกแต่งศาสนสถานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกถึงความเชื่อในพุทธศาสนา ศิลปกรรมลายคำเป็นการใช้ทองคำเพื่อให้เกิดความงามอันบริสุทธิ์และส่องแสงออกไป ยังสร้างความรู้สึกของความศักดิ์สิทธิ์ ที่การบูชาในพุทธศาสนาเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้บูชามีชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ความละเอียดและความประณีตในลวดลายทองคำที่พบเห็นในพระพุทธรูปและโครงสร้างศาสนสถานต่าง ๆ จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการยกย่องพระพุทธศาสนาและเป็นการแสดงความศรัทธาของชาวล้านนาต่อพระพุทธเจ้าผ่านการสร้างสรรค์งานศิลป์ การสืบทอดศิลปกรรมลายคำแม้ว่าจะเป็นงานศิลปะที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปี แต่ศิลปกรรมลายคำล้านนาไม่ได้สูญหายไปกับกาลเวลา […]

วัดโลกโมฬี อารามแห่งมรดกประวัติศาสตร์

วัดโลกโมฬี ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและสำคัญในแง่ของศิลปะและวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการสืบทอดและดูแลจากพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายตั้งแต่สมัยโบราณ จุดเริ่มต้นของวัดนี้สามารถย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2070 เมื่อพระเกษเกล้า พระมหากษัตริย์แห่งเชียงใหม่ได้โปรดเกล้าฯ ยกบ้านหัวเวียงให้เป็นวัดและได้ทำการก่อสร้างเจดีย์และวิหารขึ้นภายในบริเวณวัด ประวัติการก่อสร้างและความสำคัญในปี พ.ศ. 2071 พระเกษเกล้าได้สร้างเจดีย์วัดโลกโมฬีขึ้น ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่มีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมล้านนา หลังจากการสวรรคตของพระเกษเกล้า ได้มีการบรรจุพระอัฐิของพระองค์ไว้ภายในเจดีย์แห่งนี้ เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ นอกจากเจดีย์แล้ว วัดโลกโมฬียังมีวิหารหลวงที่สร้างขึ้นภายหลัง ซึ่งได้รับการบูรณะและยกฐานะจากวัดร้างมาเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา วิหารนี้มีการออกแบบในรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนา โดยใช้ไม้สักเป็นวัสดุหลักในการสร้างและตกแต่ง ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ และมีเพดานและต้นเสาแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม เจดีย์วัดโลกโมฬี ความงดงามของสถาปัตยกรรมล้านนาเจดีย์วัดโลกโมฬีเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดและศิลปะล้านนา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2071 ด้วยรูปทรงปราสาทที่มีความสูงและความสวยงามของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างเจดีย์ในช่วงดังกล่าวมีการปรับปรุงรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มจำนวนฐานปัทม์ และการตกแต่งด้วยลูกแก้วอกไก่และซุ้มจระนำที่สะท้อนถึงความงามและความประณีตของศิลปะล้านนา โดยเฉพาะที่ยอดเจดีย์ได้มีการเพิ่มรูปทรงระฆังและบัลลังก์สิบสองเหลี่ยม ทำให้เจดีย์แห่งนี้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัดที่ได้รับความเคารพและสักการะจากประชาชน วิหารหลวงและพระพุทธรูป “พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ”วิหารหลวงที่อยู่ภายในวัดโลกโมฬีถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่สะท้อนถึงศิลปะและความศรัทธาของผู้สร้าง พระพุทธรูปปางสมาธิภายในวิหารได้รับการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนพระเมาลีในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งทำให้วิหารแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่มาเยือน เพื่อสักการะและทำบุญ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีมณฑปพระนางจิรประภามหาเทวี ที่ประดิษฐานพระรูปของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์วัดโลกโมฬีในสมัยที่พระองค์ทรงครองราชย์ในเมืองเชียงใหม่ การสร้างมณฑปนี้ทำให้ผู้คนในปัจจุบันได้ระลึกถึงพระคุณและคุณงามความดีของพระนางจิรประภา กิจกรรมและประเพณีสำคัญของวัดโลกโมฬีวัดโลกโมฬีมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการสืบสานประเพณีและกิจกรรมทางศาสนา โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ในรอบปี เช่น การสืบสานประเพณีสงกรานต์ […]

อนุรักษ์ใบลานล้านนา มรดกวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอด

ใบลานล้านนาเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนในดินแดนล้านนา (ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย) ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต การใช้ใบลานในล้านนามีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เชื่อมโยงกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการจดบันทึกองค์ความรู้ในหลายมิติ การใช้ใบลานเป็นวัสดุสำหรับบันทึกข้อมูลมีรากฐานมาจากดินแดนอินเดียตอนใต้ และได้แพร่ขยายมาพร้อมกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงล้านนา ในอดีต ใบลานถูกเลือกใช้เพราะหาได้ง่ายในธรรมชาติ มีความทนทานเมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปที่เหมาะสม เช่น การตัดใบลานจากต้น นำมาตากแห้ง ขูดให้เรียบ แล้วใช้เหล็กแหลมจารข้อความ การใช้ใบลานในล้านนาในล้านนา ใบลานถูกนำมาใช้บันทึกเรื่องราวที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านศาสนาและชีวิตประจำวัน ช่วงยุคทองของการใช้ใบลานในล้านนาคือระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 18-24 ซึ่งตรงกับช่วงที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง ใบลานถูกใช้ในทุกมิติของชีวิต สอดคล้องกับการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ วัดในล้านนากลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและจัดเก็บใบลาน โดยพระสงฆ์ทำหน้าที่ทั้งจารข้อความและถ่ายทอดความรู้ที่บันทึกไว้ในใบลานให้กับชุมชน เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายอาณาจักรล้านนาและยุคปัจจุบัน ความนิยมในการใช้ใบลานเริ่มลดลง เนื่องจากมีการพิมพ์หนังสือในรูปแบบใหม่ที่ง่ายต่อการผลิตและจัดเก็บ ส่งผลให้ใบลานที่จารึกด้วยมือสูญเสียบทบาทดั้งเดิม ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการลดลงของใบลานในล้านนา ได้แก่1. การอ่านและเขียนอักษรธรรมล้านนาลดลง2. การเก็บรักษาไม่เหมาะสม ทำให้ใบลานเสื่อมสภาพและสูญหาย3. การไม่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของใบลานในชุมชน การอนุรักษ์ใบลานล้านนาในปัจจุบันในปัจจุบัน มีความพยายามอนุรักษ์ใบลานล้านนาในหลายด้าน เช่น1. โครงการสำรวจและบันทึกใบลานวัด สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านวัฒนธรรมร่วมมือกันสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลใบลาน2. การปริวรรตข้อความข้อความในใบลานที่จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนาได้รับการถอดความและแปลเป็นอักษรไทย เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา3. การเผยแพร่ความรู้มีการจัดกิจกรรมและนิทรรศการเกี่ยวกับใบลาน เพื่อสร้างความตระหนักในชุมชนถึงคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมนี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้ริเริ่มโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยมุ่งเน้นการสำรวจ อนุรักษ์ […]

ลมหนาวและสาวงาม ย้อนวันวานงานฤดูหนาวเชียงใหม่

งานฤดูหนาวเชียงใหม่ เป็นเทศกาลรื่นเริงประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เชียงใหม่มีอากาศเย็นสบาย ธรรมชาติสวยงามและพืชผักผลไม้เมืองหนาว จุดเริ่มต้นของงานฤดูหนาวงานฤดูหนาวมีต้นกำเนิดมาจาก “งานแสดงพืชผล” ในปี พ.ศ. 2474 ซึ่งจัดโดยโรงเรียนฝึกหัดครูช้างเผือก (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) เพื่อแสดงผลผลิตของนักเรียน ต่อมางานนี้ถูกปรับเปลี่ยนและฟื้นฟูโดยพระยาอนุบาลพายัพกิจ (ปุ่น อาสนจินดา) จนกลายเป็นงานฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ 1.หาเงินสนับสนุนด้านการศึกษา 2.สนับสนุนงานสาธารณสุข โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กกำพร้า 3.ส่งเสริมการเพาะปลูกและปศุสัตว์ ในปี พ.ศ. 2480 ค่าเข้าชมงานเพียง 10 สตางค์ แต่สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้ถึง 80,000 คน และสร้างรายได้ประมาณ 8,000 บาท ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของงานในช่วงแรกงานฤดูหนาวมีสถานที่จัดงานที่เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เช่น พ.ศ. 2491 จัดที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยพ.ศ. 2497 ย้ายไปจัดที่สนามกีฬาเทศบาล ภายในงานมีความหลากหลายมากขึ้น มีการออกร้านของหน่วยงานราชการ ร้านค้าเอกชน และร้านจากต่างประเทศ เช่น ร้านกาชาดเชียงใหม่ การแสดงผลิตภัณฑ์ของกระทรวงเศรษฐการ การสาธิตการบิน และกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เวทีสาวงามแม่เหล็กดึงดูดแห่งงานฤดูหนาวเมื่อพูดถึงงานฤดูหนาวเชียงใหม่ในอดีต สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาร่วมงานอย่างคับคั่งคือเวทีประกวดสาวงาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงาน […]

“เจดีย์น้ำเต้าคว่ำ 5 ชั้น” แห่งวัดกู่เต้า เชียงใหม่

เจดีย์กู่เต้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดกู่เต้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ไม่เพียงเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและแปลกตา แต่ยังแฝงไว้ด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และตำนานที่น่าสนใจ ตำนานเล่าว่าในช่วงที่กองทัพพม่ายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่ไม่สามารถยึดเมืองได้ทั้งสองฝ่ายจึงท้าพนันกันด้วยการสร้างเจดีย์ หากฝ่ายใดสร้างเสร็จก่อนจะถือเป็นผู้ชนะฝ่ายพม่าสร้างเจดีย์กู่เต้า ส่วนฝ่ายเชียงใหม่สร้างเจดีย์ใหญ่กลางใจเมืองหรือที่ปัจจุบันคือเจดีย์วัดเจดีย์หลวง แต่ในขณะที่ฝ่ายพม่าสร้างเจดีย์ได้มากกว่าครึ่งองค์ ฝ่ายเชียงใหม่ยังทำได้เพียงฐานเจดีย์ ด้วยความฉลาดและกลยุทธ์ที่แยบยล ชาวเชียงใหม่จึงคิดอุบายขึ้นโดยนำเสื่อลำแพนมาสานแล้วทาสีดินแดงให้ดูเหมือนอิฐ จากนั้นสร้างโครงไม้ไผ่เป็นรูปทรงเจดีย์สูงและนำเสื่อลำแพนมัดไว้จนถึงยอดเมื่อมองจากระยะไกล เจดีย์ปลอมนี้ดูคล้ายว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายพม่าเมื่อเห็นดังนั้นจึงเข้าใจว่าตนแพ้การเดิมพันจึงตัดสินใจยกทัพกลับไป ทำให้เจดีย์ทั้งสองยังคงเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ในครั้งนี้ นอกจากตำนานข้างต้น ความเป็นมาวัดกู่เต้าหรือวัดเวฬุวนารามแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าถูกสร้างขึ้นในยุคใด แต่ตำนานเล่าขานทำให้เรารู้ว่าวัดแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ช่วงที่พม่าปกครองอาณาจักรล้านนา รวมถึงเมืองเชียงใหม่ด้วย จุดเด่นของวัดคือเจดีย์ทรงกลมที่เรียงซ้อนกันคล้ายผลน้ำเต้าคว่ำ หรือแตงโมซ้อนกันหลายชั้น ลักษณะพิเศษนี้ทำให้ชาวบ้านเรียกชื่อวัดว่า “วัดกู่เต้า” โดยคำว่า “กู่” หมายถึงที่บรรจุอัฐิ ส่วนคำว่า “เต้า” หมายถึงน้ำเต้าหรือแตงโม ชุมชนบ้านกู่เต้ามีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองล้านนาและชาวพม่าที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้ แต่ในเวลาต่อมาชาวพม่าที่อาศัยในพื้นที่ถูกกลืนกลายทางวัฒนธรรมและสัญชาติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวไทยภาคเหนือทั้งหมดหรือที่เรียกว่าชาวไทใหญ่ ปัจจุบันวัดกู่เต้ายังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวไทยใหญ่ที่มักมาทำบุญและร่วมกิจกรรมทางศาสนา รูปภาพและแหล่งข้อมูล : amazing Thailand https://thai.tourismthailand.org/Attraction/วัดกู่เต้าตนล้านนา https://konlanna.com/contents/read/705 รูปภาพล้านนาในอดีต https://lannainfo.library.cmu.ac.th/picturelanna/comparepic.php?picture_id=1305

กู่ช้าง กู่ม้า โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งลำพูน

กู่ช้างเป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองลำพูนและเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองให้ความเคารพนับถืออย่างสูง ตามประวัติความเป็นมา กู่ช้างเป็นที่บรรจุซากของช้างทรงชื่อ “ผู้กล่ำงาเขียว” ช้างคู่พระบารมีของพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ พระราชโอรสฝาแฝดของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย ตำนานช้างผู้กล่ำงาเขียวช้างผู้กล่ำงาเขียวได้รับการกล่าวขานว่าเป็นช้างที่มีฤทธิ์เดชมหาศาล เมื่อช้างเชือกนี้หันหน้าไปทางศัตรู ศัตรูจะอ่อนแรงลงทันทีด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ทำให้ช้างเชือกนี้กลายเป็นช้างทรงที่สำคัญในยุคนั้น เมื่อช้างล้มลงได้มีการสร้างสถูปขึ้นเพื่อบรรจุซากของช้าง โดยหันหัวช้างและงาช้างชี้ขึ้นไปบนอากาศ ตามตำนานเล่าว่าหากนำซากช้างไปฝังแล้วหันหัวหรือหันงาช้างไปทางทิศใดจะทำให้เกิดความแห้งแล้งและความหายนะ ด้วยเหตุนี้ งาช้างจึงยังคงอยู่กับซากของช้างในกู่ช้าง ไม่ได้ถูกนำไปบรรจุในเจดีย์สุวรรณจังโกฏที่วัดจามเทวีอย่างที่เคยมีการกล่าวถึง กู่ช้างและกู่ม้ากู่ช้างตั้งอยู่ใกล้กับกู่ม้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถูปสำคัญในบริเวณเดียวกัน กู่ม้ามีลักษณะเป็นสถูปทรงกระบอก ปลายมน ด้านบนขององค์สถูปมีแท่นคล้ายบัลลังก์ ลักษณะคล้ายเจดีย์ในรูปแบบทั่วไป ความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อกู่ช้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวลำพูนเชื่อว่ามีพลังปกปักษ์รักษาและคุ้มครองผู้ที่เคารพบูชา ในอดีตได้มีการสร้างศาลเจ้าพ่อกู่ช้างขึ้นใกล้กับองค์สถูปแต่ภายหลังกรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะสถูป และย้ายศาลออกไปห่างจากกู่ช้างเล็กน้อย เพื่อรักษาความสมบูรณ์ขององค์สถูป กู่ช้างและกู่ม้าไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าแต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลำพูน และเป็นสถานที่สำคัญที่บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของนครหริภุญไชยในอดีต รูปภาพและแหล่งที่มา เทศบาลเมืองลำพูน https://lamphuncity.go.th/travel/โบราณสถานกู่ช้าง-กู่ม้า/เว็บไซต์จังหวัดลำพูน https://www.lamphun.go.th/th/attractions/11/กู่ช้างกู่ม้า

“พระนางจามเทวี” ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อร่างหริภุญไชย

พระนางจามเทวี ทรงเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องในฐานะปฐมกษัตริย์แห่ง นครหริภุญไชย (ปัจจุบันคือจังหวัดลำพูน) และเป็นผู้วางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา พระนางเป็นพระราชธิดาของ พระเจ้าจักรพรรดิราช แห่งกรุงละโว้ (ลพบุรี) และได้รับการอัญเชิญจากสุกกทันตฤษีและวาสุเทพฤษี ให้เสด็จมาปกครองเมืองหริภุญไชย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในภาคเหนือของไทย ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ และงานวิจัยของ นายมานิต วัลลิโภดม ระบุว่า พระนางจามเทวีทรงครองราชย์ราวปี พ.ศ. 1205 ระยะเวลาการครองราชย์มีความแตกต่างกันตามตำนานและการวิเคราะห์ เช่น 7 ปี หรือ 17 ปี พระนางเป็นที่รู้จักในฐานะกษัตริย์ที่ทรงปัญญาและศรัทธาแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา แม้พระนางจะเป็นแม่หม้ายหลังจากพระสวามีแห่งเมืองรามัญสิ้นพระชนม์ แต่ยังทรงประสูติพระโอรสฝาแฝด มหันตยศ และ อนันตยศ เมื่อเสด็จมาถึงเมืองหริภุญไชย การสถาปนาอาณาจักรและพุทธศาสนาพระนางทรงนำพาสมณะชีพราหมณ์ พ่อค้า และช่างฝีมือกว่า 7,000 คน ล่องแม่น้ำปิงมายังเมืองหริภุญไชย ระหว่างทางยังได้เผยแผ่วัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาแก่เมืองต่าง ๆ การสร้างเมืองหริภุญไชยได้รับการวางผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ และทรงสร้าง จตุรพุทธปราการ หรือวัดประจำสี่ทิศ ได้แก่ นอกจากนี้ พระนางยังทรงใช้ กุศโลบายทางสันติ เพื่อจัดการกับภัยคุกคามจาก ขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำเผ่าละว้า […]

เครื่องสักการะล้านนา 5 ประการ สะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาล้านนา

ในวิถีชีวิตของชาวล้านนา การจัดพิธีกรรมเพื่อบูชาทางศาสนาหรือเพื่อเคารพผู้มียศศักดิ์ เช่น ครู อาจารย์ หรือผู้อาวุโส ถือเป็นการแสดงถึงความเคารพและขอบคุณต่อผู้ที่มีคุณูปการต่อชุมชนและสังคม ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้มักจะมีการใช้เครื่องสักการะที่มีความหมายลึกซึ้งและสะท้อนถึงความเชื่อและค่านิยมของชาวล้านนา เครื่องสักการะที่นิยมใช้ในการบูชาประกอบด้วย 5 ประการ ได้แก่ หมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นผึ้ง ต้นเทียน และต้นดอก ซึ่งแต่ละชนิดไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยความหมายที่สะท้อนถึงความเชื่อในความสามัคคี ความเคารพ และการมอบสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่น หมากสุ่ม เป็นเครื่องสักการะที่ทำจากหมากแห้งซึ่งถูกผ่าเป็นซีกแล้วร้อยเรียงกับโครงไม้ไผ่หรือหยวกกล้วยให้เป็นพุ่มใหญ่ หมากสุ่มมีความหมายที่ลึกซึ้งถึงการให้ทานแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว การบูชาด้วยหมากสุ่มเชื่อกันว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้บูชามีชีวิตที่ดีและมีความเจริญรุ่งเรือง เหมือนกับการให้ทานแก่ผู้ที่เคยช่วยเหลือและดูแลเรามา หมากเบ็ง ใช้ใบตาลหรือใบมะพร้าวมาสานเป็นดอกไม้ แล้ววางหมากสุกหรือหมากดิบจำนวน 24 ลูกไว้ตรงกลางและผูกติดกับโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นพุ่ม ความหมายของหมากเบ็งคือการแสดงถึงความสามัคคีและความร่วมมือของคนในชุมชน การผูกหมากกับโครงไม้หรือเหล็กแสดงถึงความตั้งใจในการร่วมแรงร่วมใจ ซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญในสังคมล้านนาที่เน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ต้นผึ้ง เครื่องสักการะนี้ทำจากขี้ผึ้งที่ถูกปั้นเป็นรูปดอกไม้ แล้วนำไปเสียบกับก้านมะพร้าวและปักลงบนต้นกล้วยในรูปทรงพุ่ม ต้นผึ้งสื่อถึงการให้แสงสว่างทางปัญญา เชื่อกันว่าขี้ผึ้งที่มีความบริสุทธิ์จะช่วยเสริมสร้างสติปัญญาและนำทางให้ผู้บูชาได้พบกับทางที่ถูกต้องในชีวิต การถวายต้นผึ้งในพิธีกรรมจึงเป็นการอธิษฐานขอให้ชีวิตได้รับแสงสว่างจากความรู้และปัญญา ต้นเทียน ใช้เทียนที่ทำจากขี้ผึ้งมาผูกติดกับทางไม้มะพร้าวแล้วปักลงในต้นกล้วยเพื่อให้เป็นทรงพุ่ม การถวายต้นเทียนมีความหมายในการมอบแสงสว่างในการศึกษาและการทำกิจกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งการถวายเทียนให้พระภิกษุสงฆ์ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงการเคารพพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความหวังว่าพระสงฆ์จะใช้แสงสว่างเหล่านั้นในการท่องหนังสือและเผยแพร่คำสอนเพื่อประโยชน์แก่สังคม ต้นดอก หรือ ขันดอก เป็นเครื่องสักการะที่มีลักษณะเป็นภาชนะทรงสูง ภายในใส่โครงไม้ไผ่แล้วนำดอกไม้ที่ทำจากกระดาษสีเงินและสีทองมาประดับกันให้สวยงามจนเป็นพุ่มกลม ขันดอกมีความหมายถึงการสักการะพระพรหมทั้งสี่ เพื่อขอให้การทำพิธีกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี […]

1 … 14 15 16 17 18 … 43