53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 11 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนพื้นเมือง : กาดหลวง

“…ดูในป้ายที่ขึ้นกลางตลาด Chiang Mai Living Heritage เราคือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะยังมีต่อไปด้วย…” – คุณ เจษฎา มีผล – ตลาด หรือที่คนล้านนาเรียกกันว่า กาด ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ สำหรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายสินค้าเพียงเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์สำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่นั้น “กาดหลวง” ก็เช่นเดียวกัน เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานกว่า 100 ปี  กาดหลวง เป็นย่านการค้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของความเจริญทางการค้าขาย การเข้ามาของคนต่างถิ่น และยังสะท้อนไปถึงวัฒนธรรมล้านนา ผ่านสินค้าพื้นเมือง การแต่งกาย อาหารการกิน และวิถีชีวิต ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงแผ่กลิ่นอายความเป็นเมืองเก่า ไม่จางหาย แม้กาลเวลาจะแปรผันไปนานนับร้อยปี ย้อนรอยอารยธรรม…กาดหลวง กาดตำนานคู่เมืองเชียงใหม่ กาดหลวง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ตลาดวโรรส ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากจุดเริ่มต้น ที่มีการค้าขายริมแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชียงใหม่มีการค้าทางเรือระหว่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก มีเรือสินค้าเข้ามาจอดรับ-ส่งสินค้าอย่างไม่ขาดสาย มีการเติบโตที่มากขึ้น ได้นำพาความเจริญ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 10 : พระพุทธศาสนา และความเชื่อ : พระธาตุประจำปีเกิด

“…พระธาตุประจำปีเกิด มีความเป็นมาอย่างไร ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครรู้ …” – ศาตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล – ดินแดนแห่งศรัทธา…ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่มีคติความเชื่อมากมาย ซึ่งหลักความเชื่อต่าง ๆ นั้น มักจะสอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะของบ้านเมือง ในส่วนของภาคเหนือเอง ภูมิศาสตร์จะเป็นหุบเขา มีดอย มีภูเขาจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ธรรมชาติ หรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แต่ชาวล้านนาได้ยกเหล่าดอยต่าง ๆ ให้เป็นดอยศักดิ์สิทธิ์ เป็นหลักบ้านหลักเมือง คอยปกป้องชุมชนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นดอยสุเทพ ดอยคำ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยตุง ดอยเหล่านี้ล้วนเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ และความศรัทธาของชาวล้านนา  ในเวลาต่อมา ที่ดินแดนแห่งนี้ได้เปิดรับพระพุทธศาสนาเข้ามา เกิดการหลอมรวมระหว่างความเชื่อเรื่องของการไหว้ผี ผีปู่ย่า การเคารพบรรพบุรุษ เข้ากับหลักพระพุทธศาสนา เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ยิ่งในยุคที่พระเจ้ากาวิละขึ้นครองเชียงใหม่ พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูให้รุ่งเรือง ทำให้เกิดการนับถือพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น และเป็นหลักยึดมั่นที่อยู่คู่กับชาวล้านนามาอย่างยาวนาน “…ภูเขาสูง ดอยสุเทพ เป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ มาบวกกันในบริเวณดอยสุเทพ บวกกันแล้ว เราก็ไหว้ผีบรรพบุรุษ และไหว้พระบรมสารีริกธาตุเข้าร่วมกัน […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 9 : สีสันผ้าล้านนา

“…ผมว่าเครื่องแต่งกายล้านนาเรา โดดเด่นที่สุด และเป็น Soft Power ของเรามานานแล้ว …”   – คุณ วสิน อุ่นจะนำ- ภูมิปัญญาล้ำค่าที่สะท้อนผ่าน…เครื่องแต่งกายล้านนา ดินแดนล้านนา อาณาจักรแห่งขุนเขา ที่ได้โอบล้อมกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเอาไว้อย่างกลมกลืน การตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขาต่าง ๆ ได้บ่มเพาะให้แต่ละชุมชนนั้นสร้างสรรค์อัตลักษณ์เฉพาะตัวออกมา แต่ละชุมชนก็จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไปอย่างอิสระ หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการสะท้อนอัตลักษณ์ผ่านสีสัน และลวดลายของผืนผ้าทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม ในแง่ของผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น อาจมีลวดลายที่แตกต่างกัน แต่ในแง่่การใช้งานจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในส่วนของรูปแบบ และประเพณีนิยม อย่างของล้านนา ผู้หญิงมักนิยมเกล้ามวยสูง ประมาณกลางศีรษะ อาจจะมีการปักปิ่น หรือเสียบดอกไม้ประดับ ในส่วนของการแต่งกาย ในอดีตการเปลือยอก ถือเป็นเรื่องปกติ หรืออาจจะมีผ้าพันรอบอก ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้า หรือ ทิ้งชายผ้าไปด้านหลัง ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้ง ส่วนล่างจะมีการนุ่งผ้าซิ่นลายขวาง ยาวถึงเท้า ซึ่งอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของล้านนา คุณวสิน อุ่นจะนำ ได้บอกถึงอัตลักษณ์นี้ว่า ผ้าล้านนา เป็นผ้าที่ต้องปะติดปะต่อเป็นชิ้น เป็นผ้าที่มีหัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น นำผ้าหลายส่วนมาต่อกัน เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคนิค และเครื่องมือ […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งสายใยของชุมชนล้านนา

ประเพณีตานก๋วยสลาก หรือที่ชาวไทยภาคกลางเรียกว่า สลากภัต เป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดมาแต่ครั้งพุทธกาล โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ประเพณีนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ตานสลาก กิ๋นข้าวสลาก กิ๋นก๋วยสลาก แต่ล้วนหมายถึงพิธีกรรมเดียวกัน แม้รายละเอียดในแต่ละพื้นที่จะต่างกันบ้าง ตานก๋วยสลากจัดขึ้นระหว่างเดือน 12 เหนือถึงเดือนยี่เหนือ หรือช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลไม้ในท้องถิ่นกำลังสุก ชาวบ้านถือโอกาสนี้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ และยังเป็นการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในชุมชน ก่อนถึงวันตานก๋วยสลากจะมี วันดา หรือ วันสุกดิบ ชาวบ้านจะเตรียมสิ่งของต่าง ๆ ใส่ใน ก๋วย ซึ่งเป็นตะกร้าสานด้วยไม้ไผ่ หรือในปัจจุบันอาจใช้ถังพลาสติกหรือถังอะลูมิเนียมแทน ของที่ใส่ในก๋วยมีทั้งอาหาร ขนม ดอกไม้ และของใช้จำเป็น เช่น ข้าวสาร แคบหมู ไส้อั่ว หมูหนึ่ง ปลานึ่ง รวมถึงของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสบู่ ยาสีฟัน และสมุด ก๋วยสลากแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ก๋วยน้อย และ ก๋วยใหญ่ ซึ่งบางครั้งจะมีการทำ ก๋วยโจ้ค หรือก๋วยขนาดใหญ่ที่ตกแต่งสวยงาม บางก๋วยอาจมีการใส่ข้าวของเครื่องใช้มากเป็นพิเศษ เช่น หวี […]

ศิลปกรรม “ลายคำ” ศิลปะที่สะท้อนความงามในทุกองค์ประกอบ

ในดินแดนล้านนาอันลึกลับและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ศิลปกรรมลายคำถือเป็นมรดกทางศิลปะที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในภูมิภาคนี้ ทั้งในด้านความงามและความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา งานศิลปะลายคำที่พบในศาสนสถานต่าง ๆ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการแสดงออกถึงความเชื่อและศรัทธาของชาวล้านนา ซึ่งการทำลายคำก็ถือเป็นศิลปะที่เป็นทั้งความสวยงามและเครื่องมือทางศาสนาที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในวิถีชีวิตของผู้คน การประดิษฐ์ศิลปกรรมลายคำล้านนา ศิลปะที่สะท้อนทั้งความเชื่อและความงดงามศิลปกรรมลายคำล้านนาไม่ได้เพียงแต่เป็นงานศิลป์ที่ใช้ตกแต่งหรือประดับตกแต่งสถานที่เท่านั้น แต่ยังมีความหมายเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตของชาวล้านนาอย่างแนบแน่น โดยการประดิษฐ์งานลายคำล้านนาจะใช้ทองคำบริสุทธิ์เป็นวัสดุหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงและความงามได้อย่างวิจิตรบรรจง การใช้ทองคำที่แผ่นบางและประดับลงไปในลวดลายต่าง ๆ ของศิลปะล้านนาไม่เพียงแค่สวยงามแต่ยังเป็นการแสดงถึงการเคารพในพระพุทธศาสนา และการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผ่านความงดงามที่แผ่กระจายออกมา การตกแต่งศาสนสถานด้วยศิลปกรรมลายคำมีความสำคัญมากในด้านการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ และในฐานะที่ศิลปกรรมเหล่านี้ถูกใช้ในกิจกรรมทางศาสนา ทั้งในงานบูชาและพิธีกรรมต่าง ๆ ลายคำจะปรากฏในลักษณะของลวดลายที่ประดับภายในวิหารพระพุทธรูป โครงสร้างศาสนสถาน และเจดีย์ นอกจากนี้ ยังพบเห็นในเครื่องสักการะที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและในเครื่องประกอบยศที่มีความสำคัญในสังคมล้านนา สถาปัตยกรรมและจิตรกรรมที่ใช้ลายคำ การบอกเล่าเรื่องราวผ่านศิลปะเมื่อกล่าวถึงศิลปกรรมลายคำแล้ว สถาปัตยกรรมภายในศาสนสถานต่าง ๆ เป็นที่ที่สามารถเห็นถึงการใช้ศิลปกรรมนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นที่วิหารพระสิงห์ที่วัดพระสิงห์ในจังหวัดเชียงใหม่ หรือที่วัดเจดีย์หลวงในเชียงราย ลวดลายทองคำที่ประดับอยู่บนเสา โครงสร้างและฝาผนังของวิหารต่าง ๆ ได้สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของสังคมล้านนาในช่วงเวลาที่เจริญรุ่งเรือง การนำศิลปกรรมลายคำมาใช้ในจิตรกรรมและการตกแต่งอื่น ๆ ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างศิลปะการวาดภาพและศิลปะการตกแต่ง ทำให้เกิดภาพที่มีความหมายลึกซึ้งในเชิงสัญลักษณ์ ในภาพจิตรกรรมที่ประดับอยู่ในวัดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติหรือเรื่องราวทางศาสนา ที่นอกจากจะเป็นการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ยังมีการใช้ทองคำในการสร้างความรู้สึกของความศักดิ์สิทธิ์และเป็นการยกย่องความสำคัญของบุญบารมีของพระพุทธเจ้าที่มาพร้อมกับความสวยงามของศิลปะ ศิลปกรรมลายคำกับความเชื่อทางศาสนางานลายคำล้านนาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการตกแต่งศาสนสถานเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกถึงความเชื่อในพุทธศาสนา ศิลปกรรมลายคำเป็นการใช้ทองคำเพื่อให้เกิดความงามอันบริสุทธิ์และส่องแสงออกไป ยังสร้างความรู้สึกของความศักดิ์สิทธิ์ ที่การบูชาในพุทธศาสนาเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้บูชามีชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ความละเอียดและความประณีตในลวดลายทองคำที่พบเห็นในพระพุทธรูปและโครงสร้างศาสนสถานต่าง ๆ จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการยกย่องพระพุทธศาสนาและเป็นการแสดงความศรัทธาของชาวล้านนาต่อพระพุทธเจ้าผ่านการสร้างสรรค์งานศิลป์ การสืบทอดศิลปกรรมลายคำแม้ว่าจะเป็นงานศิลปะที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปี แต่ศิลปกรรมลายคำล้านนาไม่ได้สูญหายไปกับกาลเวลา […]

วัดโลกโมฬี อารามแห่งมรดกประวัติศาสตร์

วัดโลกโมฬี ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและสำคัญในแง่ของศิลปะและวัฒนธรรมล้านนา โดยได้รับการสืบทอดและดูแลจากพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายตั้งแต่สมัยโบราณ จุดเริ่มต้นของวัดนี้สามารถย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2070 เมื่อพระเกษเกล้า พระมหากษัตริย์แห่งเชียงใหม่ได้โปรดเกล้าฯ ยกบ้านหัวเวียงให้เป็นวัดและได้ทำการก่อสร้างเจดีย์และวิหารขึ้นภายในบริเวณวัด ประวัติการก่อสร้างและความสำคัญในปี พ.ศ. 2071 พระเกษเกล้าได้สร้างเจดีย์วัดโลกโมฬีขึ้น ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่มีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมล้านนา หลังจากการสวรรคตของพระเกษเกล้า ได้มีการบรรจุพระอัฐิของพระองค์ไว้ภายในเจดีย์แห่งนี้ เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ นอกจากเจดีย์แล้ว วัดโลกโมฬียังมีวิหารหลวงที่สร้างขึ้นภายหลัง ซึ่งได้รับการบูรณะและยกฐานะจากวัดร้างมาเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา วิหารนี้มีการออกแบบในรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนา โดยใช้ไม้สักเป็นวัสดุหลักในการสร้างและตกแต่ง ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ และมีเพดานและต้นเสาแกะสลักลวดลายต่างๆ อย่างงดงาม เจดีย์วัดโลกโมฬี ความงดงามของสถาปัตยกรรมล้านนาเจดีย์วัดโลกโมฬีเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดและศิลปะล้านนา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2071 ด้วยรูปทรงปราสาทที่มีความสูงและความสวยงามของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างเจดีย์ในช่วงดังกล่าวมีการปรับปรุงรูปแบบต่างๆ เช่น การเพิ่มจำนวนฐานปัทม์ และการตกแต่งด้วยลูกแก้วอกไก่และซุ้มจระนำที่สะท้อนถึงความงามและความประณีตของศิลปะล้านนา โดยเฉพาะที่ยอดเจดีย์ได้มีการเพิ่มรูปทรงระฆังและบัลลังก์สิบสองเหลี่ยม ทำให้เจดีย์แห่งนี้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัดที่ได้รับความเคารพและสักการะจากประชาชน วิหารหลวงและพระพุทธรูป “พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ”วิหารหลวงที่อยู่ภายในวัดโลกโมฬีถือเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่สะท้อนถึงศิลปะและความศรัทธาของผู้สร้าง พระพุทธรูปปางสมาธิภายในวิหารได้รับการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนพระเมาลีในปี พ.ศ. 2546 ซึ่งทำให้วิหารแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่มาเยือน เพื่อสักการะและทำบุญ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีมณฑปพระนางจิรประภามหาเทวี ที่ประดิษฐานพระรูปของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์วัดโลกโมฬีในสมัยที่พระองค์ทรงครองราชย์ในเมืองเชียงใหม่ การสร้างมณฑปนี้ทำให้ผู้คนในปัจจุบันได้ระลึกถึงพระคุณและคุณงามความดีของพระนางจิรประภา กิจกรรมและประเพณีสำคัญของวัดโลกโมฬีวัดโลกโมฬีมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในด้านประวัติศาสตร์และศิลปะ แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการสืบสานประเพณีและกิจกรรมทางศาสนา โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ในรอบปี เช่น การสืบสานประเพณีสงกรานต์ […]

อนุรักษ์ใบลานล้านนา มรดกวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอด

ใบลานล้านนาเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและวิถีชีวิตของคนในดินแดนล้านนา (ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย) ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต การใช้ใบลานในล้านนามีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เชื่อมโยงกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการจดบันทึกองค์ความรู้ในหลายมิติ การใช้ใบลานเป็นวัสดุสำหรับบันทึกข้อมูลมีรากฐานมาจากดินแดนอินเดียตอนใต้ และได้แพร่ขยายมาพร้อมกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงล้านนา ในอดีต ใบลานถูกเลือกใช้เพราะหาได้ง่ายในธรรมชาติ มีความทนทานเมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปที่เหมาะสม เช่น การตัดใบลานจากต้น นำมาตากแห้ง ขูดให้เรียบ แล้วใช้เหล็กแหลมจารข้อความ การใช้ใบลานในล้านนาในล้านนา ใบลานถูกนำมาใช้บันทึกเรื่องราวที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านศาสนาและชีวิตประจำวัน ช่วงยุคทองของการใช้ใบลานในล้านนาคือระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 18-24 ซึ่งตรงกับช่วงที่อาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรือง ใบลานถูกใช้ในทุกมิติของชีวิต สอดคล้องกับการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้ วัดในล้านนากลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและจัดเก็บใบลาน โดยพระสงฆ์ทำหน้าที่ทั้งจารข้อความและถ่ายทอดความรู้ที่บันทึกไว้ในใบลานให้กับชุมชน เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายอาณาจักรล้านนาและยุคปัจจุบัน ความนิยมในการใช้ใบลานเริ่มลดลง เนื่องจากมีการพิมพ์หนังสือในรูปแบบใหม่ที่ง่ายต่อการผลิตและจัดเก็บ ส่งผลให้ใบลานที่จารึกด้วยมือสูญเสียบทบาทดั้งเดิม ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการลดลงของใบลานในล้านนา ได้แก่1. การอ่านและเขียนอักษรธรรมล้านนาลดลง2. การเก็บรักษาไม่เหมาะสม ทำให้ใบลานเสื่อมสภาพและสูญหาย3. การไม่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของใบลานในชุมชน การอนุรักษ์ใบลานล้านนาในปัจจุบันในปัจจุบัน มีความพยายามอนุรักษ์ใบลานล้านนาในหลายด้าน เช่น1. โครงการสำรวจและบันทึกใบลานวัด สถาบันการศึกษา และหน่วยงานด้านวัฒนธรรมร่วมมือกันสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลใบลาน2. การปริวรรตข้อความข้อความในใบลานที่จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนาได้รับการถอดความและแปลเป็นอักษรไทย เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา3. การเผยแพร่ความรู้มีการจัดกิจกรรมและนิทรรศการเกี่ยวกับใบลาน เพื่อสร้างความตระหนักในชุมชนถึงคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมนี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้ริเริ่มโครงการบริการวิชาการแก่ชุมชน โดยมุ่งเน้นการสำรวจ อนุรักษ์ […]

ลมหนาวและสาวงาม ย้อนวันวานงานฤดูหนาวเชียงใหม่

งานฤดูหนาวเชียงใหม่ เป็นเทศกาลรื่นเริงประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เชียงใหม่มีอากาศเย็นสบาย ธรรมชาติสวยงามและพืชผักผลไม้เมืองหนาว จุดเริ่มต้นของงานฤดูหนาวงานฤดูหนาวมีต้นกำเนิดมาจาก “งานแสดงพืชผล” ในปี พ.ศ. 2474 ซึ่งจัดโดยโรงเรียนฝึกหัดครูช้างเผือก (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) เพื่อแสดงผลผลิตของนักเรียน ต่อมางานนี้ถูกปรับเปลี่ยนและฟื้นฟูโดยพระยาอนุบาลพายัพกิจ (ปุ่น อาสนจินดา) จนกลายเป็นงานฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ 1.หาเงินสนับสนุนด้านการศึกษา 2.สนับสนุนงานสาธารณสุข โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กกำพร้า 3.ส่งเสริมการเพาะปลูกและปศุสัตว์ ในปี พ.ศ. 2480 ค่าเข้าชมงานเพียง 10 สตางค์ แต่สามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้ถึง 80,000 คน และสร้างรายได้ประมาณ 8,000 บาท ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของงานในช่วงแรกงานฤดูหนาวมีสถานที่จัดงานที่เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง เช่น พ.ศ. 2491 จัดที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยพ.ศ. 2497 ย้ายไปจัดที่สนามกีฬาเทศบาล ภายในงานมีความหลากหลายมากขึ้น มีการออกร้านของหน่วยงานราชการ ร้านค้าเอกชน และร้านจากต่างประเทศ เช่น ร้านกาชาดเชียงใหม่ การแสดงผลิตภัณฑ์ของกระทรวงเศรษฐการ การสาธิตการบิน และกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เวทีสาวงามแม่เหล็กดึงดูดแห่งงานฤดูหนาวเมื่อพูดถึงงานฤดูหนาวเชียงใหม่ในอดีต สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดผู้คนให้มาร่วมงานอย่างคับคั่งคือเวทีประกวดสาวงาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงาน […]

“เจดีย์น้ำเต้าคว่ำ 5 ชั้น” แห่งวัดกู่เต้า เชียงใหม่

เจดีย์กู่เต้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดกู่เต้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ไม่เพียงเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและแปลกตา แต่ยังแฝงไว้ด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์และตำนานที่น่าสนใจ ตำนานเล่าว่าในช่วงที่กองทัพพม่ายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่ไม่สามารถยึดเมืองได้ทั้งสองฝ่ายจึงท้าพนันกันด้วยการสร้างเจดีย์ หากฝ่ายใดสร้างเสร็จก่อนจะถือเป็นผู้ชนะฝ่ายพม่าสร้างเจดีย์กู่เต้า ส่วนฝ่ายเชียงใหม่สร้างเจดีย์ใหญ่กลางใจเมืองหรือที่ปัจจุบันคือเจดีย์วัดเจดีย์หลวง แต่ในขณะที่ฝ่ายพม่าสร้างเจดีย์ได้มากกว่าครึ่งองค์ ฝ่ายเชียงใหม่ยังทำได้เพียงฐานเจดีย์ ด้วยความฉลาดและกลยุทธ์ที่แยบยล ชาวเชียงใหม่จึงคิดอุบายขึ้นโดยนำเสื่อลำแพนมาสานแล้วทาสีดินแดงให้ดูเหมือนอิฐ จากนั้นสร้างโครงไม้ไผ่เป็นรูปทรงเจดีย์สูงและนำเสื่อลำแพนมัดไว้จนถึงยอดเมื่อมองจากระยะไกล เจดีย์ปลอมนี้ดูคล้ายว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายพม่าเมื่อเห็นดังนั้นจึงเข้าใจว่าตนแพ้การเดิมพันจึงตัดสินใจยกทัพกลับไป ทำให้เจดีย์ทั้งสองยังคงเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ในครั้งนี้ นอกจากตำนานข้างต้น ความเป็นมาวัดกู่เต้าหรือวัดเวฬุวนารามแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าถูกสร้างขึ้นในยุคใด แต่ตำนานเล่าขานทำให้เรารู้ว่าวัดแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ช่วงที่พม่าปกครองอาณาจักรล้านนา รวมถึงเมืองเชียงใหม่ด้วย จุดเด่นของวัดคือเจดีย์ทรงกลมที่เรียงซ้อนกันคล้ายผลน้ำเต้าคว่ำ หรือแตงโมซ้อนกันหลายชั้น ลักษณะพิเศษนี้ทำให้ชาวบ้านเรียกชื่อวัดว่า “วัดกู่เต้า” โดยคำว่า “กู่” หมายถึงที่บรรจุอัฐิ ส่วนคำว่า “เต้า” หมายถึงน้ำเต้าหรือแตงโม ชุมชนบ้านกู่เต้ามีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ โดยเฉพาะชาวพื้นเมืองล้านนาและชาวพม่าที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนี้ แต่ในเวลาต่อมาชาวพม่าที่อาศัยในพื้นที่ถูกกลืนกลายทางวัฒนธรรมและสัญชาติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวไทยภาคเหนือทั้งหมดหรือที่เรียกว่าชาวไทใหญ่ ปัจจุบันวัดกู่เต้ายังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวไทยใหญ่ที่มักมาทำบุญและร่วมกิจกรรมทางศาสนา รูปภาพและแหล่งข้อมูล : amazing Thailand https://thai.tourismthailand.org/Attraction/วัดกู่เต้าตนล้านนา https://konlanna.com/contents/read/705 รูปภาพล้านนาในอดีต https://lannainfo.library.cmu.ac.th/picturelanna/comparepic.php?picture_id=1305

กู่ช้าง กู่ม้า โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งลำพูน

กู่ช้างเป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองลำพูนและเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองให้ความเคารพนับถืออย่างสูง ตามประวัติความเป็นมา กู่ช้างเป็นที่บรรจุซากของช้างทรงชื่อ “ผู้กล่ำงาเขียว” ช้างคู่พระบารมีของพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ พระราชโอรสฝาแฝดของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย ตำนานช้างผู้กล่ำงาเขียวช้างผู้กล่ำงาเขียวได้รับการกล่าวขานว่าเป็นช้างที่มีฤทธิ์เดชมหาศาล เมื่อช้างเชือกนี้หันหน้าไปทางศัตรู ศัตรูจะอ่อนแรงลงทันทีด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้ทำให้ช้างเชือกนี้กลายเป็นช้างทรงที่สำคัญในยุคนั้น เมื่อช้างล้มลงได้มีการสร้างสถูปขึ้นเพื่อบรรจุซากของช้าง โดยหันหัวช้างและงาช้างชี้ขึ้นไปบนอากาศ ตามตำนานเล่าว่าหากนำซากช้างไปฝังแล้วหันหัวหรือหันงาช้างไปทางทิศใดจะทำให้เกิดความแห้งแล้งและความหายนะ ด้วยเหตุนี้ งาช้างจึงยังคงอยู่กับซากของช้างในกู่ช้าง ไม่ได้ถูกนำไปบรรจุในเจดีย์สุวรรณจังโกฏที่วัดจามเทวีอย่างที่เคยมีการกล่าวถึง กู่ช้างและกู่ม้ากู่ช้างตั้งอยู่ใกล้กับกู่ม้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถูปสำคัญในบริเวณเดียวกัน กู่ม้ามีลักษณะเป็นสถูปทรงกระบอก ปลายมน ด้านบนขององค์สถูปมีแท่นคล้ายบัลลังก์ ลักษณะคล้ายเจดีย์ในรูปแบบทั่วไป ความศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อกู่ช้างเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวลำพูนเชื่อว่ามีพลังปกปักษ์รักษาและคุ้มครองผู้ที่เคารพบูชา ในอดีตได้มีการสร้างศาลเจ้าพ่อกู่ช้างขึ้นใกล้กับองค์สถูปแต่ภายหลังกรมศิลปากรได้เข้ามาบูรณะสถูป และย้ายศาลออกไปห่างจากกู่ช้างเล็กน้อย เพื่อรักษาความสมบูรณ์ขององค์สถูป กู่ช้างและกู่ม้าไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าแต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวลำพูน และเป็นสถานที่สำคัญที่บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของนครหริภุญไชยในอดีต รูปภาพและแหล่งที่มา เทศบาลเมืองลำพูน https://lamphuncity.go.th/travel/โบราณสถานกู่ช้าง-กู่ม้า/เว็บไซต์จังหวัดลำพูน https://www.lamphun.go.th/th/attractions/11/กู่ช้างกู่ม้า

“พระนางจามเทวี” ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อร่างหริภุญไชย

พระนางจามเทวี ทรงเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องในฐานะปฐมกษัตริย์แห่ง นครหริภุญไชย (ปัจจุบันคือจังหวัดลำพูน) และเป็นผู้วางรากฐานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา พระนางเป็นพระราชธิดาของ พระเจ้าจักรพรรดิราช แห่งกรุงละโว้ (ลพบุรี) และได้รับการอัญเชิญจากสุกกทันตฤษีและวาสุเทพฤษี ให้เสด็จมาปกครองเมืองหริภุญไชย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในภาคเหนือของไทย ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ และงานวิจัยของ นายมานิต วัลลิโภดม ระบุว่า พระนางจามเทวีทรงครองราชย์ราวปี พ.ศ. 1205 ระยะเวลาการครองราชย์มีความแตกต่างกันตามตำนานและการวิเคราะห์ เช่น 7 ปี หรือ 17 ปี พระนางเป็นที่รู้จักในฐานะกษัตริย์ที่ทรงปัญญาและศรัทธาแรงกล้าต่อพระพุทธศาสนา แม้พระนางจะเป็นแม่หม้ายหลังจากพระสวามีแห่งเมืองรามัญสิ้นพระชนม์ แต่ยังทรงประสูติพระโอรสฝาแฝด มหันตยศ และ อนันตยศ เมื่อเสด็จมาถึงเมืองหริภุญไชย การสถาปนาอาณาจักรและพุทธศาสนาพระนางทรงนำพาสมณะชีพราหมณ์ พ่อค้า และช่างฝีมือกว่า 7,000 คน ล่องแม่น้ำปิงมายังเมืองหริภุญไชย ระหว่างทางยังได้เผยแผ่วัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาแก่เมืองต่าง ๆ การสร้างเมืองหริภุญไชยได้รับการวางผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ และทรงสร้าง จตุรพุทธปราการ หรือวัดประจำสี่ทิศ ได้แก่ นอกจากนี้ พระนางยังทรงใช้ กุศโลบายทางสันติ เพื่อจัดการกับภัยคุกคามจาก ขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำเผ่าละว้า […]

เครื่องสักการะล้านนา 5 ประการ สะท้อนศรัทธาและภูมิปัญญาล้านนา

ในวิถีชีวิตของชาวล้านนา การจัดพิธีกรรมเพื่อบูชาทางศาสนาหรือเพื่อเคารพผู้มียศศักดิ์ เช่น ครู อาจารย์ หรือผู้อาวุโส ถือเป็นการแสดงถึงความเคารพและขอบคุณต่อผู้ที่มีคุณูปการต่อชุมชนและสังคม ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้มักจะมีการใช้เครื่องสักการะที่มีความหมายลึกซึ้งและสะท้อนถึงความเชื่อและค่านิยมของชาวล้านนา เครื่องสักการะที่นิยมใช้ในการบูชาประกอบด้วย 5 ประการ ได้แก่ หมากสุ่ม หมากเบ็ง ต้นผึ้ง ต้นเทียน และต้นดอก ซึ่งแต่ละชนิดไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยความหมายที่สะท้อนถึงความเชื่อในความสามัคคี ความเคารพ และการมอบสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่น หมากสุ่ม เป็นเครื่องสักการะที่ทำจากหมากแห้งซึ่งถูกผ่าเป็นซีกแล้วร้อยเรียงกับโครงไม้ไผ่หรือหยวกกล้วยให้เป็นพุ่มใหญ่ หมากสุ่มมีความหมายที่ลึกซึ้งถึงการให้ทานแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว การบูชาด้วยหมากสุ่มเชื่อกันว่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้บูชามีชีวิตที่ดีและมีความเจริญรุ่งเรือง เหมือนกับการให้ทานแก่ผู้ที่เคยช่วยเหลือและดูแลเรามา หมากเบ็ง ใช้ใบตาลหรือใบมะพร้าวมาสานเป็นดอกไม้ แล้ววางหมากสุกหรือหมากดิบจำนวน 24 ลูกไว้ตรงกลางและผูกติดกับโครงไม้หรือโครงเหล็กที่ทำเป็นพุ่ม ความหมายของหมากเบ็งคือการแสดงถึงความสามัคคีและความร่วมมือของคนในชุมชน การผูกหมากกับโครงไม้หรือเหล็กแสดงถึงความตั้งใจในการร่วมแรงร่วมใจ ซึ่งเป็นค่านิยมสำคัญในสังคมล้านนาที่เน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ต้นผึ้ง เครื่องสักการะนี้ทำจากขี้ผึ้งที่ถูกปั้นเป็นรูปดอกไม้ แล้วนำไปเสียบกับก้านมะพร้าวและปักลงบนต้นกล้วยในรูปทรงพุ่ม ต้นผึ้งสื่อถึงการให้แสงสว่างทางปัญญา เชื่อกันว่าขี้ผึ้งที่มีความบริสุทธิ์จะช่วยเสริมสร้างสติปัญญาและนำทางให้ผู้บูชาได้พบกับทางที่ถูกต้องในชีวิต การถวายต้นผึ้งในพิธีกรรมจึงเป็นการอธิษฐานขอให้ชีวิตได้รับแสงสว่างจากความรู้และปัญญา ต้นเทียน ใช้เทียนที่ทำจากขี้ผึ้งมาผูกติดกับทางไม้มะพร้าวแล้วปักลงในต้นกล้วยเพื่อให้เป็นทรงพุ่ม การถวายต้นเทียนมีความหมายในการมอบแสงสว่างในการศึกษาและการทำกิจกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งการถวายเทียนให้พระภิกษุสงฆ์ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงการเคารพพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความหวังว่าพระสงฆ์จะใช้แสงสว่างเหล่านั้นในการท่องหนังสือและเผยแพร่คำสอนเพื่อประโยชน์แก่สังคม ต้นดอก หรือ ขันดอก เป็นเครื่องสักการะที่มีลักษณะเป็นภาชนะทรงสูง ภายในใส่โครงไม้ไผ่แล้วนำดอกไม้ที่ทำจากกระดาษสีเงินและสีทองมาประดับกันให้สวยงามจนเป็นพุ่มกลม ขันดอกมีความหมายถึงการสักการะพระพรหมทั้งสี่ เพื่อขอให้การทำพิธีกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี […]

“เวียงกุมกาม” จากความรุ่งเรืองสู่การค้นพบใหม่

เวียงกุมกาม เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศใต้เพียง 5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ราว 3 ตารางกิโลเมตร ในเขตตำบลท่าวังตาล ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี และตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ เมืองนี้เคยเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านนาและแม้ว่าจะเคยจมหายไปใต้ตะกอนทรายของแม่น้ำปิงมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันเวียงกุมกามกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เวียงกุมกามเริ่มเป็นที่รู้จักในปี พ.ศ. 2527 เมื่อกรมศิลปากรเริ่มขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดกานโถม (หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดช้างค้ำ) และพบพระพิมพ์ดินเผาที่มีลักษณะเฉพาะของช่างหริภุญไชยจากลำพูน การค้นพบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งนี้ ต่อมาการขุดค้นยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2546 พบประติมากรรมมกรคายมังกรที่วัดกู่ป้าด้อมและเครื่องถ้วยจีนโบราณที่จมอยู่ในชั้นดินที่วัดหนานช้างเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เราทราบถึงความรุ่งเรือง ในอดีตเวียงกุมกามเคยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ก่อตั้งขึ้นโดยพญาเม็งรายในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 เมืองนี้ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม มีวัดและโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดเจดีย์เหลี่ยม และวัดช้างค้ำ รวมถึงวัดอื่น ๆ กว่า 20 แห่ง โดยเมืองนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมล้านนาในสมัยนั้น อย่างไรก็ตามด้วยปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ ทำให้เวียงกุมกามถูกทิ้งร้างและจมหายไปใต้ตะกอนทรายของแม่น้ำปิง จนกระทั่งถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2527 และได้รับการขุดค้นจากนักโบราณคดี ปัจจุบันเวียงกุมกามกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับอารยธรรมล้านนา นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมโบราณสถานต่าง ๆ เช่น กำแพงเมืองและซากเจดีย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเมืองในอดีต ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่พบในเมืองโบราณนี้ยังคงสะท้อนถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมล้านนา ที่มา […]

เครื่องถ้วยล้านนา ศิลปะและภูมิปัญญาโบราณ

เครื่องถ้วยล้านนาเป็นหนึ่งในมรดกทางศิลปะที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในดินแดนล้านนาในอดีต ความงดงามและความประณีตของเครื่องถ้วยชนิดนี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างเทคนิคท้องถิ่นและอิทธิพลจากภายนอก เช่น สุโขทัยและจีน โดดเด่นด้วยการปรับรูปแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละแหล่งผลิต แม้เครื่องถ้วยล้านนาจะเริ่มสูญหายไปจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมันยังคงโดดเด่นไม่เสื่อมคลาย ประวัติศาสตร์และจุดเริ่มต้นเครื่องถ้วยล้านนามีต้นกำเนิดที่เชื่อมโยงกับเครื่องถ้วยสังคโลกของสุโขทัยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 วัฒนธรรมการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบเคลือบได้รับการถ่ายทอดมายังล้านนาผ่านการค้าขายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในยุคพญายุธิษฐิระ เจ้าเมืองสองแคว ที่นำผู้คนและภูมิปัญญามายังดินแดนล้านนาในยุคของพระเจ้าติโลกราช แหล่งเตาเผาเครื่องถ้วยเริ่มกระจายตัวในพื้นที่ต่าง ๆ ของล้านนา เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา และน่าน เครื่องถ้วยล้านนาเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-23 โดยผลิตทั้งเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและส่งออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น พม่า จีนตอนใต้ และอาณาจักรใกล้เคียง นอกจากจะสะท้อนความสามารถในด้านศิลปะและเทคนิคการผลิตแล้ว ยังบ่งบอกถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างล้านนาและต่างชาติ แหล่งเตาเผาสำคัญและเอกลักษณ์ของเครื่องถ้วยล้านนาเครื่องถ้วยล้านนาแต่ละแหล่งผลิตมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนถึงสภาพภูมิศาสตร์ วัสดุ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ดังนี้: 1. เตาสันกำแพง (เชียงใหม่)เป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา ผลิตภาชนะขนาดใหญ่ เช่น ชามและจาน ลวดลายโดดเด่น ได้แก่ ลายปลาคู่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดหยิน-หยางของจีน เนื้อดินหยาบ สีเขียวไข่กา และเคลือบใสที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ เนื่องจากขาดการควบคุมอุณหภูมิในการเผาอย่างแม่นยำ 2. เตาเวียงกาหลง (เชียงราย)ผลิตเครื่องเคลือบที่เน้นความประณีต มีเนื้อดินขาวละเอียด ทำจากดินเกาลิน ลวดลายยอดนิยม […]

“คลองแม่ข่า” จากเส้นทางน้ำโบราณสู่แลนด์มาร์กใหม่เชียงใหม่

คลองแม่ข่า หรือ แม่น้ำข่า เป็นเส้นทางน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ มีความยาวประมาณ 30 กิโลเมตร เกิดจากสายน้ำบนดอยสุเทพ เช่น น้ำแม่สา ห้วยชะเยือง และห้วยแก้ว ไหลรวมกันกลายเป็นคลองที่โอบล้อมตัวเมืองเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในยุคพญามังรายที่เลือกพื้นที่นี้สร้างเมืองเมื่อกว่า 700 ปีก่อน คลองแม่ข่าทำหน้าที่เป็นคูเวียงชั้นนอกสำหรับป้องกันน้ำท่วมและรักษาเมือง สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาด้านการจัดการน้ำของคนล้านนาในอดีต อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของภาคเหนือ ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ริมคลองและการทิ้งน้ำเสียโดยไร้การบำบัด ส่งผลให้คลองแม่ข่าเน่าเสียและทรุดโทรม กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ต่อมาในปี 2560 มีการฟื้นฟูคลองแม่ข่าครั้งใหญ่ ด้วยงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท เพื่อขุดลอกคลอง ติดตั้งเครื่องเติมอากาศ และปรับปรุงภูมิทัศน์ ปัจจุบันคลองแม่ข่าได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่เปี่ยมเสน่ห์ โดยจำลองบรรยากาศคล้ายคลองโอตารุของญี่ปุ่น สองฝั่งคลองถูกปรับให้เป็นพื้นที่เดินเล่นและพักผ่อนมีแสงไฟประดับในยามค่ำคืน กลายเป็นจุดท่องเที่ยวใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งยังเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการฟื้นฟูพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง ด้วยความร่วมมือจากชุมชน ภาครัฐ และเอกชน เชียงใหม่ได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ที่มา : กรมศิลปากร https://www.finearts.go.th/chiangmaiarchives/view/37681-%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2

1 14 15 16 17 18 43