53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

ความทรงจำแห่งแม่น้ำปิง จากขัวไม้สักสู่สะพานนวรัฐ

สะพานนวรัฐ สะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่ 2 ของเมืองเชียงใหม่ มีประวัติยาวนานและน่าสนใจ สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ โดยเป็นสะพานไม้สักทั้งหลัง มีลักษณะเป็นสะพานแบบคานยื่น โครงด้านบนโค้งครึ่งวงกลมจำนวน 5 ช่วง สร้างบน 6 ตอม่อ สะพานเชื่อมระหว่างถนนเจริญเมืองทางฝั่งตะวันออกกับย่านท่าแพทางฝั่งตะวันตก ซึ่งถนนท่าแพถือเป็นถนนเศรษฐกิจสำคัญในยุคนั้น อย่างไรก็ตามสะพานไม้สักนี้ต้องเผชิญปัญหาไฟไหม้และความเสียหายจากน้ำหลากที่พัดเอาท่อนไม้ซุงมากระแทกจนพังบางส่วน เมื่อเวลาผ่านไปสะพานเริ่มไม่เหมาะสมกับการใช้งานในยุคที่การขนส่งเริ่มเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเมือง จากขัวไม้สักเป็น “ขัวเหล็ก” หลังจากการสร้างเส้นทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ ทางราชการจึงรื้อสะพานไม้สักในปี พ.ศ. 2464 และสร้างสะพานใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม โดยใช้โครงสร้างเหล็กบนตอม่อคอนกรีตเสริมเหล็ก สะพานใหม่มีลักษณะโครงเหล็กทั้งหมด 5 ช่วง เปิดใช้งานในปี พ.ศ. 2466 พร้อมตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สะพานนวรัฐ” เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในเวลานั้น ชาวบ้านยังคงเรียกสะพานนี้ว่า “ขัวเหล็ก” หรือ “ขัวดำ” ตามลักษณะของโครงสร้างเหล็กสีดำ ซึ่งกลายเป็นสะพานสำคัญที่ใช้เชื่อมสองฝั่งของแม่น้ำปิง สะพานนวรัฐในยุคปัจจุบัน เมื่อเชียงใหม่เจริญขึ้น การจราจรเริ่มคับคั่ง สะพานนวรัฐแบบโครงเหล็กเริ่มไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทางราชการจึงตัดสินใจรื้อสะพานเหล็กออกในปี พ.ศ. 2508 และสร้างสะพานใหม่แทน โดยสะพานนวรัฐแห่งใหม่นี้เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก มีขนาดใหญ่ขึ้นและกว้างขวางกว่าเดิม สะพานนวรัฐแบบปัจจุบันเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม […]

“วัดอุโมงค์” มนต์เสน่ห์เจดีย์อุโมงค์ ศิลปะพุกามคู่ล้านนา

เชียงใหม่ – วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) สถานที่อันเงียบสงบเชิงดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่ง ด้วยเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านเหนืออุโมงค์โบราณ สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของศิลปะล้านนาและอิทธิพลจากพุกามในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 แม้วัดอุโมงค์จะเคยเป็นวัดร้างในอดีต แต่เจดีย์ประธานที่เหลือรอดกลับกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุด ตั้งอยู่บนเนินสูง มีบันไดพญานาคทอดยาวนำขึ้นสู่เจดีย์ แม้ส่วนโครงสร้างจะได้รับการบูรณะ แต่หัวพญานาคยังคงเป็นของดั้งเดิมที่แสดงถึงฝีมือช่างโบราณที่ประณีต เอกลักษณ์สำคัญของเจดีย์นี้คือการตั้งอยู่เหนืออุโมงค์มนุษย์สร้าง ที่มีทางเดินประทักษิณภายใน สามารถเดินวนไปจนถึงใต้ฐานเจดีย์ได้ อุโมงค์นี้ไม่ได้มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่สำหรับภิกษุใช้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถือเป็นสิ่งหายากในประเทศไทย โดยสันนิษฐานว่าผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจจาก “อู่มิน” หรือถ้ำวิหารในศิลปะพุกาม เช่น จ๊อกกูอูมิน (Kyauk Gu U Min) เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์สร้างขึ้นในยุคแรกของศิลปะล้านนา ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ทรงระฆังแบบพุกามและลังกา ฐานเจดีย์ประดับด้วยลูกแก้วสามชั้นและช่องสี่เหลี่ยมโดยรอบ ส่วนยอดทรงกรวยประกอบด้วยปล้องไฉนและปลี บริเวณก้านฉัตรมีเทวดายืนเรียงราย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดอุโมงค์แห่งนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศ การบูรณะและอนุรักษ์ สะท้อนพัฒนาการศิลปะล้านนา เจดีย์วัดอุโมงค์ได้รับการบูรณะในรัชกาลของพระเมืองแก้ว มีการประดับลวดลายปูนปั้นที่ฐานใต้ทรงระฆัง รวมถึงการตกแต่งกลีบบัวที่แสดงถึงอิทธิพลศิลปะสุโขทัยและมอญ เจดีย์องค์นี้ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของพัฒนาการเจดีย์ทรงระฆังในศิลปะล้านนา วัดอุโมงค์ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ทางพุทธศาสนาที่สำคัญ แต่ยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการผสมผสานทางศิลปะและวัฒนธรรมอันล้ำค่า สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นจุดหมายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญให้มาสัมผัสความสงบและความงามของประวัติศาสตร์ที่ยังคงหายใจอยู่ในปัจจุบัน ที่มา : เทศบาลตำบลสุเทพ , The cloud https://readthecloud.co/wat-umong-suan-puthatham http://www.suthep.go.th/travel_view.php?cateid=1&id=38

ถนนช้างม่อยศูนย์กลางการค้าและแหล่งพบปะของคนทุกยุค

ถนนช้างม่อยในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในย่านที่มีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของเชียงใหม่มายาวนาน ย่านนี้เริ่มต้นจากชุมชนเล็ก ๆ ที่เงียบสงบอยู่นอกคูเมือง โดยมีจุดเริ่มต้นจาก “ประตูช้างม่อย” ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง ถนนสายนี้ในอดีตคือถนนช้างม่อยเก่า เป็นเส้นทางดั้งเดิมที่ผ่านวัดหนองหล่มและหมู่บ้านเชียงเรือก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ความเป็นชุมชนการค้าอันคึกคัก ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการสร้าง “กาดหลวง” หรือ “กาดวโรรส” บริเวณข่วงเมรุในอดีต ที่ซึ่งเคยเป็นพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมของเมืองเชียงใหม่ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงมีบทบาทสำคัญในการย้ายพระอัฐิของเจ้าหลวงเชียงใหม่และเชื้อพระวงศ์ไปยังวัดสวนดอก จากนั้น เจ้าอินทวโรรสได้ใช้ทุนทรัพย์ในการพัฒนาให้บริเวณข่วงเมรุเป็นตลาดการค้าที่เจริญรุ่งเรือง เส้นทางใหม่ที่ถูกตัดผ่านพื้นที่นี้คือถนนช้างม่อย ซึ่งเชื่อมโยงกับย่านท่าแพและกาดหลวง กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถนนช้างม่อยเติบโตเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญ อาคารร้านค้าต่าง ๆ ผุดขึ้นตามเส้นทางสัญจรที่มุ่งตรงเข้าสู่ศูนย์กลางตลาด ในยุคที่ถนนช้างม่อยรุ่งเรืองที่สุด ย่านนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก อาคารหลากหลายรูปแบบทั้งเรือนไม้ เรือนแถว อาคารสไตล์ยุโรป และโรงแรม รวมถึงแหล่งบันเทิงต่าง ๆ ก็เรียงรายตามแนวถนน เช่น โรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์ที่ตั้งอยู่บริเวณถนนช้างม่อยเชื่อมต่อกับถนนราชวงศ์ ย่านนี้ยังเป็นจุดรวมตัวของผู้คนในช่วงเทศกาลหรือกิจกรรมสำคัญ ภาพที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของหลายคนคือ ขบวนแห่นางงามในงานฤดูหนาวของเชียงใหม่ ที่นำโดยรถเวสป้านับร้อยคัน มีประชาชนมารอชมขบวนเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน แต่เสน่ห์ของถนนช้างม่อยยังคงอยู่ ย่านนี้ในปัจจุบันยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองผ่านอาคารดั้งเดิมที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี บรรยากาศของถนนช้างม่อยในวันนี้เต็มไปด้วยร้านค้าหลากหลายประเภท ทั้งร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึก ร้านงานฝีมือ และสินค้าโฮมเมด ซึ่งสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ […]

เส้นทางรถไฟสายเหนือ เรื่องเล่าบนรางเหล็กที่พาเชียงใหม่สู่โลกกว้าง

เส้นทางรถไฟสายเหนือ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ช่วยพัฒนาและเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างมากมาย เป้าหมายของการสร้างทางรถไฟสายนี้ คือการเชื่อมกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ เมืองสำคัญทางภาคเหนือที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น แต่การสร้างเส้นทางนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้การก่อสร้างต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายเส้นทางนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากการสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือเสร็จสมบูรณ์ โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็นช่วง ๆ เริ่มจากพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปากน้ำโพ พิษณุโลก ลำปาง และสุดท้ายถึงเชียงใหม่ รวมระยะทางทั้งสิ้น 752 กิโลเมตร การก่อสร้างกินเวลานานหลายสิบปี และยังต้องขุดอุโมงค์ 4 แห่ง เพื่อตัดผ่านภูเขา ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในยุคนั้น แนวคิดของการสร้างทางรถไฟสายเหนือเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความเจริญด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง หลังการสำรวจและวางแผน ทางรถไฟสายนี้ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ และรถไฟขบวนแรกเดินทางถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2464 ซึ่งตรงกับช่วงปลายรัชกาลที่ 5 สถานีรถไฟเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของเส้นทางนี้ แต่ยังเปรียบเสมือน “ประตูบานใหญ่” ที่เปิดรับผู้คนจากทั่วประเทศเข้าสู่เชียงใหม่ การเดินทางด้วยรถไฟทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่เข้าถึงง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการเมือง พื้นที่รอบสถานี เช่น สันป่าข่อย และหนองประทีป ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คลังสินค้าถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสินค้าและการขนส่ง ทำให้การขนส่งทางเรือที่เคยสำคัญในอดีตลดบทบาทลง โรงแรมรถไฟยังถูกใช้เป็นสถานที่รองรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงงานประชุมใหญ่ […]

สืบสานงานทอมือ บ้านดอนหลวง จากวิถีชุมชนสู่มรดกวัฒนธรรม

“บ้านดอนหลวง” ศูนย์กลางผ้าฝ้ายทอมือแห่งล้านนา ยืนหยัดบนเส้นทางหัตถศิลป์กว่า 200 ปี ลำพูน – เมื่อกล่าวถึงผ้าฝ้ายทอมือที่มีเอกลักษณ์งดงามไม่แพ้ใคร “บ้านดอนหลวง” ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่กลายเป็นศูนย์กลางของงานหัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ด้วยประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี ความงดงามของลวดลายผ้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมยังคงสืบสานอยู่ไม่เสื่อมคลาย รากฐานภูมิปัญญา ชาวยองสู่ชุมชนผ้าทอ ชาวบ้านดอนหลวงเป็นชาวยองที่อพยพมาจากสิบสองปันนา ประเทศจีน นำภูมิปัญญาการทอผ้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ผ้าฝ้ายทอมือในยุคแรกถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ภายในครัวเรือน โดยใช้ฝ้ายปลูกเองและย้อมด้วยสีธรรมชาติ ความสวยงามของผ้าทอแต่ละผืนสะท้อนถึงฝีมือช่างและความละเอียดอ่อนที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อความเจริญเข้ามาสู่ป่าซาง การทอผ้าของชุมชนดอนหลวงได้เปลี่ยนแปลงจากกิจกรรมในครัวเรือน กลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้แก่ชาวบ้าน การพัฒนาลวดลาย สีสัน และรูปแบบใหม่ๆ ได้ผสมผสานเข้ากับเทคนิคการทอแบบดั้งเดิม ทำให้ผ้าฝ้ายดอนหลวงมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ก้าวสู่ความสำเร็จ: รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ในปี พ.ศ. 2535 ชาวบ้านได้ก่อตั้งกลุ่มทอผ้าเพื่ออนุรักษ์และพัฒนางานหัตถกรรมท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้บ้านดอนหลวงได้รับรางวัล “หมู่บ้านอุตสาหกรรมดีเด่น” ในปี พ.ศ. 2542 และต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ได้รับการยกย่องเป็น “หมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” (OVC) สะท้อนถึงความสำเร็จในการรักษาเอกลักษณ์และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน งาน “แต่งสีอวดลาย ผ้าฝ้ายดอนหลวง” […]

เปิดตำนาน ‘ลูกข่างพญามังราย’ การละเล่นล้านนาสืบทอดกว่า 750 ปี

ลูกข่างพญามังราย หนึ่งในสัญลักษณ์การละเล่นพื้นบ้านล้านนา มีต้นกำเนิดจากพระมหากษัตริย์พญามังรายในวัยเยาว์ ผู้ทรงโปรดการเล่นลูกข่างอย่างยิ่ง ท้าวรุ่งแก่นชาย ข้าราชบริพารจึงโปรดให้ช่างหล่อลูกข่างทองคำเพื่อถวายพระองค์ ส่งผลให้การละเล่นนี้แพร่หลายสู่ชาวบ้านและกลายเป็นกีฬาพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวล้านนาจนถึงปัจจุบัน ลักษณะเด่นของลูกข่างพญามังราย ลูกข่างพญามังราย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ่าข่างแม่” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ไม่มีเดือย ซึ่งแตกต่างจาก “บ่าข่างปู้” หรือ ลูกข่างเชียงรายที่มีเดือยยาว ลูกข่างพญามังรายมีการออกแบบอย่างวิจิตรตามฝีมือช่างท้องถิ่น การเล่นจะใช้การเหวี่ยงแขนจากระดับศีรษะลงด้านล่าง โดยไม่กำหนดจุดหมุนและจุดขว้าง ทำให้สามารถหมุนได้ทั้งสองด้าน เป็นการเล่นที่เน้นทักษะและสมาธิ ความสำคัญทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา แม้ลูกข่างชนิดอื่น เช่น ลูกข่างม้ง จะมีชื่อเสียงในเทศกาลปีใหม่ของชาวม้ง แต่ลูกข่างพญามังรายยังคงโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่แตกต่างทั้งในด้านรูปทรงและวิธีการเล่น อีกทั้งยังสามารถเล่นได้ตลอดเวลา จึงสะท้อนถึงความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในภูมิปัญญาของชาวล้านนา การละเล่นนี้ยังเป็นสื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน เสริมสร้างความสามัคคีและความสนุกสนาน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าการละเล่นพื้นบ้านจะลดความนิยมลงบ้าง แต่ลูกข่างพญามังรายยังคงได้รับความสนใจในแง่ของมรดกทางวัฒนธรรม มีการส่งเสริมให้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียน และจัดแสดงในงานเทศกาลพื้นบ้าน เพื่อรักษาความรู้และภูมิปัญญานี้ให้คงอยู่ต่อไป ลูกข่างพญามังรายจึงไม่ใช่เพียงของเล่นในวัยเด็ก หากแต่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงความคิดสร้างสรรค์และสายใยแห่งความผูกพันระหว่างกษัตริย์กับประชาชน นับเป็นมรดกสำคัญที่สืบทอดมากว่า 750 ปีอย่างงดงามและทรงคุณค่า ที่มา : มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ https://ich-thailand.org/heritage/detail/629d76f1472e28a00d0ba6f9

อินทขิล เสาหลักเมือง ศรัทธาแห่งเชียงใหม่

“เสาอินทขิล” หรือเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยพญามังรายมหาราช ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 1839 เสานี้เคยประดิษฐานอยู่ในวัดอินทขิลสะดือเมือง ก่อนจะถูกย้ายมายังวัดเจดีย์หลวงในสมัยพระเจ้ากาวิละเมื่อปี พ.ศ. 2343 หลังจากที่เชียงใหม่ได้รับการฟื้นฟูจากการขับไล่พม่าสำเร็จโดยความร่วมมือกับกองทัพพระเจ้าตากสินมหาราช เสาอินทขิลไม่ได้เป็นเพียงโบราณวัตถุ แต่ยังมีความสำคัญในฐานะศูนย์รวมแห่งความเชื่อของชาวเมือง โดยเชื่อกันว่าการตั้งเสาหลักเมืองเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้แก่เมือง และกำหนดความรุ่งเรืองหรือความเสื่อมของเมืองได้ตามหลักโหราศาสตร์ โดยเสาอินทขิลนี้ทำจากไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังลึกอยู่ใต้ดินเพื่อความแข็งแกร่ง ทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม ชาวเชียงใหม่จะจัดพิธี “เข้าอินทขิล” เพื่อบูชาเสาหลักเมือง ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่สำคัญและยิ่งใหญ่ ผู้คนจำนวนมากจะเดินทางมาร่วมพิธีเพื่อขอพรให้ชีวิตมีความมั่นคง รุ่งเรือง และเสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว พิธีกรรมนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความศรัทธา แต่ยังแสดงถึงความผูกพันระหว่างชาวเมืองกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโบราณของล้านนา ปัจจุบัน “เสาอินทขิล” ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยที่วัดเจดีย์หลวง และยังคงเป็นสถานที่ที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพนับถืออย่างสูง ด้วยความเชื่อว่าเสาหลักเมืองนี้จะช่วยคุ้มครองให้เมืองเชียงใหม่มีความสงบสุขและมั่นคงตลอดไป ที่มา : CBT Thailand, amazing Thailand https://cbtthailand.dasta.or.th/webapp/relattraction/content/558 https://thai.tourismthailand.org/Attraction/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87

วัดเจ็ดยอด โบราณสถานคู่เมืองเชียงใหม่

วัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนาของแคว้นล้านนา วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2491 และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงในปี พ.ศ. 2549 จุดเริ่มต้นจาก “วัดมหาโพธาราม”วัดเจ็ดยอดก่อตั้งขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อปี พ.ศ. 1998 โดยพระองค์ทรงนำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากวัดป่าแดงหลวงมาปลูกไว้ พร้อมกับสร้างเจดีย์จำลองรูปแบบจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยโปรดให้สีหโคตรเสนาบดี (หมื่นด้ามพร้าคต) เดินทางไปศึกษารูปแบบเจดีย์ที่นั่น การทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งสำคัญในปี พ.ศ. 2020 พระเจ้าติโลกราชทรงจัดให้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกในประเทศไทย และถือเป็นครั้งที่ 8 ของโลก โดยมีพระธรรมทินมหาเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ การประชุมนี้ใช้เวลาถึง 1 ปี โดยบันทึกเป็นภาษาล้านนาด้วยอักษรล้านนา เอกลักษณ์สถาปัตยกรรมเจดีย์เจ็ดยอดเจดีย์เจ็ดยอดมีลักษณะเด่นคือ ยอดเจดีย์ 7 ยอดบนฐานสี่เหลี่ยม ประดับด้วยปูนปั้นรูปเทพยดาในอิริยาบถต่าง ๆ ทั้งนั่งขัดสมาธิและยืนพนมมือ สวมเครื่องทรงแบบโบราณ ลวดลายละเอียดอ่อนช้อย แม้บางส่วนจะชำรุดไปตามกาลเวลา แต่ยังคงความงดงามที่สะท้อนถึงศิลปะล้านนาในอดีตได้อย่างดี ปัจจุบันวัดเจ็ดยอดยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา ที่มา : https://wikicommunity.sac.or.th/community/1114

“ขันโตก” อารยธรรมการกินอันมีเสน่ห์ของคนเมือง

งานเลี้ยงขันโตกเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง งานเลี้ยงแบบนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงวัฒนธรรมการกินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังสะท้อนถึงการรวมกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชน ขันโตกมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมการกินของชาวล้านนาในภาคเหนือของประเทศไทย คำว่า “ขันโตก” มาจากคำว่า “ขัน” ซึ่งหมายถึงถาดหรือภาชนะสำหรับใส่อาหาร และ “โตก” ซึ่งหมายถึงโต๊ะเตี้ยที่ใช้วางอาหาร ขันโตกมักจะทำจากไม้และมีขนาดเล็กพอที่จะนั่งรับประทานอาหารรอบๆ ได้ ในอดีต ขันโตกมักถูกใช้ในงานเลี้ยงสำคัญ ๆ ของครอบครัวและชุมชน เช่น งานแต่งงาน งานบวช หรือเทศกาลสำคัญ การนั่งรับประทานอาหารรอบขันโตกยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวและชุมชน ทำให้การรับประทานอาหารเป็นกิจกรรมที่มีความหมายและความสำคัญมากยิ่งขึ้น ที่มา : khun Jeed

ผู้ว่าฯลำพูน เปิดงานโคมเล่าเรื่องเมืองลำพูน”แอ่วกาดแลง แยงกาดมืดเมืองหละปูน

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 เวลา 16.30 น นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน”โคมเล่าเรื่อง เมืองลำพูน แสงแห่งชีวิต แสงแห่งศรัทธา” ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และพิธีเปิดงาน ตลาดวัฒนธรรม “แอ่วกาดแลง แยงกาดมืดเมืองหละปูน”พร้อมด้วย นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายประภัสร์ ภู่เจริญ นายกเทศมนตรีเมืองลำพูน โดยมีนางเกศกนก  เดชมา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน กล่าวรายงาน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ณ ข่วงเจดีย์ชัยชนะ ลานจอดรถห้างแจ่มฟ้าในเมือง นายสันติธร ยิ้มละมัย ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่าโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวสร้างสรรค์จังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ 2567 โคมเล่าเรื่องเมืองลำพูน ซึ่งสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดขึ้นโดยได้รับงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในอำนาจของรองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชุณหวชิร จำนวน 2,919,000 […]

ใหม่ก็เอา เก่าก็บ่ละ…ร่วมสานต่อ ลม หาย ใจ แห่งวัฒนธรรม

ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ตอนที่ 24 วิถีร่วมสมัย สไตล์ล้านนา ตลอดเส้นทางทั่วสารทิศในเชียงใหม่ ค้นพบว่า เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยวัฒนธรรมที่ดีงาม เปี่ยมไปด้วยองค์ความความรู้ ภูมิปัญญาของบรรพชนล้านนาที่มีคุณค่า ถึงแม้วิถีชีวิตของชาวล้านนาในปัจจุบัน จะมีวัฒนธรรมสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบเข้ามาแทนที่ ไม่เหมือนวิถีชีวิตในอดีตอีกต่อไป แต่ลูกหลานชาวล้านนา ยังสามารถนำเอกลักษณ์ดั้งเดิม และงานศิลปะที่รุ่นบรรพบุรุษได้สร้างไว้ มาผสมผสานกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ให้เกิดความลงตัวได้ วัฒนธรรมร่วมสมัยเกิดจากการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ วัฒนธรรมโบราณ กับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ก่อเกิดงานศิลปะยุคใหม่เป็นความร่วมสมัยที่เข้ากับบริบทของสังคม เพื่อให้วัฒนธรรมที่สืบสานกันมาอย่างยาวนาน ยังคงอยู่รอดท่ามกลางกระแสโลกที่เปลี่ยนไปทุกวัน ยังคงอยู่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของล้านนา ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา สิ่งใหม่ ใจเปิดรับ สิ่งเก่า เรารักษา ล้านนาเป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรม ดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรม ส่งต่อมาตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน อันเป็นภูมิปัญญาของคนล้านนา มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นที่โดดเด่น และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม หัตถกรรม ประเพณี และวัฒนธรรมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สำคัญเป็นอย่างมากของชาวล้านนา “สล่า” หรือ “ช่าง” แห่งล้านนา ถือเป็นวิชาชีพที่มีมาตั้งแต่โบราณ ช่างที่ทำงานฝีมือหลายแขนงของล้านนา สิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ และคุณค่าของช่างในสังคมล้านนาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งสมบัติล้ำค่าที่เหล่าบรรพบุรุษได้ร่วมสร้างสรรค์ สั่งสม […]

“ดนตรีล้านนาร่วมสมัย” ความหวังใหม่…ก้าวต่อไปของดนตรีล้านนา

ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ตอนที่ 23 ดนตรีล้านนาร่วมสมัย “…สุดท้ายมันจะกลายเป็น Soft power ถ้าเรายังมองว่าเล่นแค่พื้นเมืองหรือพื้นบ้าน เราก็จะเล่นกันแค่นี้ แต่เราจะไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้คนรุ่นหลังเลย…”— ภูริทัต อรุณการ — เสียงดนตรีล้านนาที่บรรเลงอย่างมีเอกลักษณ์มานานกว่าหลายศตวรรษ ในวันนี้ดนตรีล้านนาก็ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ล้านนา แต่ท่ามกลางยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน ดนตรีล้านนาย่อมมีการปรับเปลี่ยนตาม จากเสียงดนตรีที่มีความเป็นล้านนาดั้งเดิม เริ่มแผ่เสียงของความเป็นดนตรีล้านนาร่วมสมัย เสียงดนตรีที่เกิดจากการนำเครื่องดนตรีสากล และเครื่องดนตรีล้านนาดั้งเดิม มาบรรเลงร่วมด้วยกัน ถือเป็นเสียงดนตรีที่เรามักจะไม่ได้ยินจากที่ไหนมาก่อน เพราะดนตรีล้านนาร่วมสมัยถือยังเป็นการแสดงในประเทศไทย ที่มีพื้นที่โชว์ศักยภาพน้อย ถ้าเทียบกับการแสดงดนตรีด้านอื่น ๆ  ในยุคที่เราต่างเห็นดนตรีร่วมสมัยของสัญชาติอื่น ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ทำไมดนตรีล้านนาร่วมสมัยกลับเป็นตรงกันข้าม ถึงแม้ดนตรีล้านนาร่วมสมัยในปัจจุบันอาจถือเป็นการแสดงที่หาดูได้ยากในล้านนา แต่ก็ไม่ได้ยากที่จะทำความเข้าใจ ในความหมาย และคุณค่า ของความเป็นดนตรีล้านนาร่วมสมัย “ดนตรีล้านนาร่วมสมัย” ดนตรีที่พัฒนาให้สมัยใหม่ขึ้น บนพื้นฐานของความดั้งเดิมทางดนตรี “…ดนตรีล้านนาร่วมสมัยในทัศนคติของผม เป็นดนตรีที่ถูกนำมาจัดวางใหม่ วางบนแพลตฟอร์มของดนตรีสากล ความร่วมสมัยของผม จะเป็นด้านของวิทยาการ ทฤษฎี รวมถึงการพัฒนา เขาเรียกว่าพัฒนาผู้เล่นเครื่องดนตรี ประพันธ์ เรียบเรียง ฝึกซ้อม มีการคิดหลายขั้นตอน เพื่อที่จะให้เกิดผลงานที่ตั้งใจจะให้เกิดจริง ๆ โดยที่ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ…” — […]

1 … 16 17 18 19 20 … 43