53

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการศึกษาแห่งแรกของล้านนา

หากกล่าวถึงสถานศึกษาในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หลายคนนึกถึงด้วยความผูกพัน ภาพจำของดอยสุเทพที่โอบล้อมมหาวิทยาลัย มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่แผ่ปกคลุมทั่วผืนมหาวิทยาลัย ให้ความสงบและร่มรื่น สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่เรียนรู้ทางวิชาการ หากยังเป็นพื้นที่แห่งความรัก ความคิดถึง ความทรงจำ และความภาคภูมิใจของชาวล้านนามาเนิ่นนาน ดังถ้อยคำที่ได้ยินอยู่เสมอว่า “เราภูมิใจที่ได้เป็นลูกช้าง มช.” เมื่อช่วง วันที่ 21-22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปิติยินดีจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เหล่าบัณฑิตและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ความภาคภูมิใจดังกล่าวมีรากฐานมาจากเรื่องราวการก่อตั้งที่เต็มไปด้วยความหวังและการต่อสู้มาอย่างยาวนาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงดอยสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของถิ่นล้านนา อันเป็นผลจากเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นของตนเอง ดั่งถ้อยคำที่ว่า “เราต้องการมหาวิทยาลัยประจำลานนาไทย” ที่ปรากฏบนบัตรห่วงแสตมป์ และป้ายรณรงค์ในยุคนั้น เสียงเรียกร้องเหล่านี้ดังขึ้นผ่านหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ “คนเมือง” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวล้านนา ในช่วงระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน ถึง 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 หนังสือพิมพ์ได้เผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทนำและคอลัมน์ “ออกข่วง” ภายใต้คำถามว่า “ควรตั้งมหาวิทยาลัยภาคเหนือหรือไม่?” พร้อมกับถ้อยคำรณรงค์ที่ยังคงหลงเหลือในความทรงจำ “จงสู้จนสุดใจขาดดิ้น เพื่อมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” และ “เพื่อศักดิ์ศรีของคนเมือง เราต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” ถ้อยคำเหล่านี้เปรียบเสมือนพลังของความหวังและการต่อสู้ของชาวล้านนา […]

“ลาบเมือง” อาหารแห่งเกียรติยศและวัฒนธรรมลูกผู้ชายล้านนา

ลาบเมือง หรือที่เรียกในภาษาถิ่นว่า “จิ๊นลาบ” (แปลว่าเนื้อสับ) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของล้านนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี และจัดเป็นอาหารชั้นสูงที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ โดยหัวใจสำคัญของเมนูนี้อยู่ที่ความหมายอันเป็นสิริมงคล เนื่องจากคำว่า “ลาบ” มีเสียงพ้องกับคำว่า “ลาภ” ที่หมายถึงโชคลาภหรือสมบัติ ทำให้ลาบกลายเป็นเมนูพระเอกในงานมงคลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชลูกแก้ว หรือเทศกาลปีใหม่เมือง เพื่อเป็นการเอาเคล็ดเอาฤกษ์เอาชัยให้มีโชคลาภเข้ามาสู่ครอบครัว นอกจากนี้การเลี้ยงแขกด้วยลาบยังถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงจากเจ้าภาพ เพราะเป็นเมนูที่ต้องใช้ความประณีตและมีราคาแพงในสมัยโบราณ ลาบถูกนิยามว่าเป็น “มังสาหารของยักษ์” เพราะในอดีตมีค่านิยมว่าชายที่เป็นลูกผู้ชายจริงต้องสามารถกินของดิบแดง (ลาบดิบ) ได้เหมือนยักษ์ที่มีมนตราเข้มขลังและมีพลังมหาศาล หากชายใดไม่กินลาบดิบจะถูกมองว่าเป็นคนไม่กล้าหรือหน้าตัวเมีย จนบางครั้งถึงขั้นถูกล้อเลียนให้ไปนุ่งผ้าซิ่น ด้วยเหตุนี้การทำการปรุงลาบในสมัยโบราณ จึงเจาะจงให้ผู้ชายเป็นคนทำเท่านั้น โดยมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่ากิริยาบางอย่างหรือการที่มีประจำเดือนอาจทำให้เกิดอาถรรพณ์และทำให้มนต์คาถาที่ลูกผู้ชายถือครองอยู่เสื่อมคลายลงได้ นอกจากจะเป็นเรื่องของพละกำลังแล้ว ลาบยังทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ทางสังคม และสร้างจารีตในวงสนทนาที่เรียกว่า “ลาบ หลู้ เหล้า” โดยมีความเชื่อว่าการกินลาบดิบคู่กับสุราจะมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลังชั้นยอดสำหรับผู้ชายในบ้านเรือนสมัยก่อน บรรดาชายฉกรรจ์จึงมักจะตั้งวงรับประทานลาบดิบบนเตินหรือโถงรับแขก เพื่อแสดงออกถึงสถานะและพลังอำนาจ ขณะที่คนชรา ผู้หญิง และเด็ก จะแยกวงไปรับประทานลาบคั่ว หรือลาบสุกในพื้นที่อื่น ซึ่งวงหลังนี้จะถูกเรียกว่าลาบแม่เนื่องจากไม่มีสุราและเน้นการบริโภคแบบสุกเพื่อความเหมาะสม แม้ในปัจจุบันความเชื่อและข้อห้ามเรื่องเพศจะเจือจางลง ทำให้ผู้หญิงสามารถทำและกินลาบได้เสมอกัน รวมถึงมีการรณรงค์ให้กินลาบคั่วมากขึ้นเพื่อสุขอนามัย แต่ลาบเมืองก็ยังคงเป็นอาหารยอดนิยมที่ทรงคุณค่า ภูมิปัญญาการกินลาบคู่กับผักนานาชนิด เช่น ผักไผ่ […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการศึกษาแห่งแรกของล้านนา

หากกล่าวถึงสถานศึกษาในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หลายคนนึกถึงด้วยความผูกพัน ภาพจำของดอยสุเทพที่โอบล้อมมหาวิทยาลัย มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่แผ่ปกคลุมทั่วผืนมหาวิทยาลัย ให้ความสงบและร่มรื่น สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่เรียนรู้ทางวิชาการ หากยังเป็นพื้นที่แห่งความรัก ความคิดถึง ความทรงจำ และความภาคภูมิใจของชาวล้านนามาเนิ่นนาน ดังถ้อยคำที่ได้ยินอยู่เสมอว่า “เราภูมิใจที่ได้เป็นลูกช้าง มช.” เมื่อช่วง วันที่ 21-22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปิติยินดีจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เหล่าบัณฑิตและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ความภาคภูมิใจดังกล่าวมีรากฐานมาจากเรื่องราวการก่อตั้งที่เต็มไปด้วยความหวังและการต่อสู้มาอย่างยาวนาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงดอยสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของถิ่นล้านนา อันเป็นผลจากเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นของตนเอง ดั่งถ้อยคำที่ว่า “เราต้องการมหาวิทยาลัยประจำลานนาไทย” ที่ปรากฏบนบัตรห่วงแสตมป์ และป้ายรณรงค์ในยุคนั้น เสียงเรียกร้องเหล่านี้ดังขึ้นผ่านหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ “คนเมือง” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวล้านนา ในช่วงระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน ถึง 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 หนังสือพิมพ์ได้เผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทนำและคอลัมน์ “ออกข่วง” ภายใต้คำถามว่า “ควรตั้งมหาวิทยาลัยภาคเหนือหรือไม่?” พร้อมกับถ้อยคำรณรงค์ที่ยังคงหลงเหลือในความทรงจำ “จงสู้จนสุดใจขาดดิ้น เพื่อมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” และ “เพื่อศักดิ์ศรีของคนเมือง เราต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” ถ้อยคำเหล่านี้เปรียบเสมือนพลังของความหวังและการต่อสู้ของชาวล้านนา […]

“ลาบเมือง” อาหารแห่งเกียรติยศและวัฒนธรรมลูกผู้ชายล้านนา

ลาบเมือง หรือที่เรียกในภาษาถิ่นว่า “จิ๊นลาบ” (แปลว่าเนื้อสับ) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของล้านนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี และจัดเป็นอาหารชั้นสูงที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ โดยหัวใจสำคัญของเมนูนี้อยู่ที่ความหมายอันเป็นสิริมงคล เนื่องจากคำว่า “ลาบ” มีเสียงพ้องกับคำว่า “ลาภ” ที่หมายถึงโชคลาภหรือสมบัติ ทำให้ลาบกลายเป็นเมนูพระเอกในงานมงคลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชลูกแก้ว หรือเทศกาลปีใหม่เมือง เพื่อเป็นการเอาเคล็ดเอาฤกษ์เอาชัยให้มีโชคลาภเข้ามาสู่ครอบครัว นอกจากนี้การเลี้ยงแขกด้วยลาบยังถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงจากเจ้าภาพ เพราะเป็นเมนูที่ต้องใช้ความประณีตและมีราคาแพงในสมัยโบราณ ลาบถูกนิยามว่าเป็น “มังสาหารของยักษ์” เพราะในอดีตมีค่านิยมว่าชายที่เป็นลูกผู้ชายจริงต้องสามารถกินของดิบแดง (ลาบดิบ) ได้เหมือนยักษ์ที่มีมนตราเข้มขลังและมีพลังมหาศาล หากชายใดไม่กินลาบดิบจะถูกมองว่าเป็นคนไม่กล้าหรือหน้าตัวเมีย จนบางครั้งถึงขั้นถูกล้อเลียนให้ไปนุ่งผ้าซิ่น ด้วยเหตุนี้การทำการปรุงลาบในสมัยโบราณ จึงเจาะจงให้ผู้ชายเป็นคนทำเท่านั้น โดยมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่ากิริยาบางอย่างหรือการที่มีประจำเดือนอาจทำให้เกิดอาถรรพณ์และทำให้มนต์คาถาที่ลูกผู้ชายถือครองอยู่เสื่อมคลายลงได้ นอกจากจะเป็นเรื่องของพละกำลังแล้ว ลาบยังทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ทางสังคม และสร้างจารีตในวงสนทนาที่เรียกว่า “ลาบ หลู้ เหล้า” โดยมีความเชื่อว่าการกินลาบดิบคู่กับสุราจะมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลังชั้นยอดสำหรับผู้ชายในบ้านเรือนสมัยก่อน บรรดาชายฉกรรจ์จึงมักจะตั้งวงรับประทานลาบดิบบนเตินหรือโถงรับแขก เพื่อแสดงออกถึงสถานะและพลังอำนาจ ขณะที่คนชรา ผู้หญิง และเด็ก จะแยกวงไปรับประทานลาบคั่ว หรือลาบสุกในพื้นที่อื่น ซึ่งวงหลังนี้จะถูกเรียกว่าลาบแม่เนื่องจากไม่มีสุราและเน้นการบริโภคแบบสุกเพื่อความเหมาะสม แม้ในปัจจุบันความเชื่อและข้อห้ามเรื่องเพศจะเจือจางลง ทำให้ผู้หญิงสามารถทำและกินลาบได้เสมอกัน รวมถึงมีการรณรงค์ให้กินลาบคั่วมากขึ้นเพื่อสุขอนามัย แต่ลาบเมืองก็ยังคงเป็นอาหารยอดนิยมที่ทรงคุณค่า ภูมิปัญญาการกินลาบคู่กับผักนานาชนิด เช่น ผักไผ่ […]

เชียงใหม่จากคำเรียกติดปาก“เมืองดอกไม้”สู่เทศกาลประจำปี

เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีความผูกพันกับดอกไม้อันเนื่องมาจากสถานที่สำคัญ วิถีชีวิตเกษตรกรรม ความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปะ และการปรับตัวของเมืองต่อโลกสมัยใหม่ ซึ่งในส่วนเหล่านี้เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองดอกไม้ จนนำมาสู่เทศกาลดอกไม้ประจำปีที่แสดงสัญลักษณ์ความเป็นเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากสถานที่สำคัญที่ต้องพูดถึงนั่นคือ เวียงสวนดอก เป็นเขตเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเวียงเชียงใหม่ โดยมีวัดสวนดอกเป็นสถานที่ที่สำคัญในการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนการสร้างวัดบนดอยสุเทพ ซึ่งวัดสวนดอกนี้สร้างขึ้นในภายในเวียงสวนดอก ซึ่งเป็นเขตพระราชอุทยานในสมัยราชวงศ์มังราย ในปี พ.ศ. 1914 พระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็น “พระอารามหลวง” นอกจากนั้นวัดนี้ยังมีประเพณีสำคัญ เช่น ความเป็นเมืองดอกไม้ที่ยังสื่อให้เห็นถึงความเป็นเมืองเชียงใหม่ คือความเชื่อความศรัทธา ในวัฒนธรรมการบูชาของชาวล้านนา ไม่นิยมนำมาร้อยเป็นมาลัย หรือ อุบะเหมือนภาคกลาง แต่จะเด็ดออกมาทั้งก้านแล้วบรรจุลงในสรวยใบตอง หรือ ภาชนะ หากเป็นดอกไม้ที่ใช้ถวายพระ “ดอกปู่จาผะเจ้า” ก็มักจะทำสรวยดอกแบบสรวยกาบด้วยการพับ และเย็บใบตองให้มีความประณีตมากขึ้น หรือ วางดอกไม้ลงบนเครื่องใช้พุทธศิลป์ เช่น ขันดอก ขันแก้วทั้งสาม หม้อดอก แต่หากเป็นดอกไม้ที่ใช้ถวายเทวาอารักษ์ หรือ ผี จะทำสรวยดอกขนาดเล็กแบบธรรมดาที่ไม่มีการตกแต่ง หรือวางดอกไม้ลงบนขันดอก และสะตวงที่ทำมาจากกาบกล้วย โดยดอกไม้ที่ใช้ถวายทั้งพระและผี จะเป็นดอกไม้ชนิดใดก็ได้ที่อยู่บริเวณรอบบ้าน […]

“สถานีรถไฟเชียงใหม่” ปลายทางสายเหนือ

หากพูดถึงการคมนาคมที่อยู่คู่ผู้คนมาหลายยุคหลายสมัย “สถานีรถไฟเชียงใหม่” ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญซึ่งชาวเชียงใหม่คุ้นเคยเป็นอย่างดี สถานีรถไฟเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและปลายทางของการเดินทาง แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ ที่บันทึกเรื่องราวของผู้คน เวลา และการเปลี่ยนผ่านของเมืองล้านนาไว้บนรางเหล็กสายเหนือ สถานีรถไฟเชียงใหม่เป็นสถานีปลายทางของทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานีรถไฟระดับ 1 บนเนื้อที่ทั้งหมด 119 ไร่ มีระยะทางจากกรุงเทพมหานคร 751 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11 ถึง 13 ชั่วโมง ทางรถไฟสายเหนือเริ่มก่อสร้างหลังจากเส้นทางรถไฟสายนครราชสีมาแล้วเสร็จ โดยดำเนินการก่อสร้างเป็นช่วงๆ จากพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปากน้ำโพ พิษณุโลก ลำปาง จนถึงเชียงใหม่ ใช้ระยะเวลาหลายสิบปี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาและต้องขุดอุโมงค์ 4 แห่ง ทั้งนี้ การริเริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือมีหลักฐานปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งบันทึกถึงพระบรมราชโองการที่เกี่ยวกับการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการไว้ว่า “มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ แด่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรประการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศว่า ด้วยเป็นการสมควรที่จะให้รู้แน่ว่า การทำทางรถไฟขึ้นไปจากกรุงเทพฯ จนถึงเมืองนครเชียงใหม่ และมีติ่งทางแยกอื่นๆ อีกด้วยนั้น จะทำเป็นประโยชน์ใช้ได้ฤาไม่ และราคาที่จะทำทางรถไฟนั้น จะได้ประมาณดูให้รู้ด้วย และเพื่อประโยชน์วันนี้ จึงจะให้ทำการเซอรเว […]

ย้อนรอย “กาดสวนแก้ว” สถานที่ในความทรงจำชาวเชี่ยงใหม่

หากพูดถึงสถานที่เที่ยวในอดีตของจังหวัดเชียงใหม่ “กาดสวนแก้ว” คงเป็นสถานที่แห่งความทรงที่ใครหลายคนผูกพันและมีความทรงจำอันสวยงามร่วมกันสำหรับชาวเชียงใหม่ โดยเฉพาะวัยรุ่นยุค 90 กาดสวนแก้วเปรียบเสมือนสถานที่ที่พวกเขาได้เติบโตมาด้วยกันไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมตัวทำกิจกรรม จุดนัดพบยอดฮิต หรือแม้แต่แลนด์มาร์คสำคัญในการเล่นน้ำสงกรานต์ที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยมีกลุ่มวัยรุ่นนับพันนับหมื่นมารวมตัวกันอย่างคึกคักในอดีต อุทยานการค้ากาดสวนแก้วตั้งอยู่บนถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ศูนย์การค้าแห่งนี้ก่อตั้งโดยร.ต.ท.สุชัย เก่งการค้า อดีตสถาปนิกกรมตำรวจที่ผันตัวมาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยสร้างขึ้นบนเนื้อที่เดิม 28 ไร่ และมีการซื้อที่ดินเพิ่มในภายหลังอีก 20 ไร่ โดยความโดดเด่นที่ทำให้กาดสวนแก้วกลายเป็นตำนานคือ สถาปัตยกรรมแบบล้านนา ตัวอาคารก่อด้วยอิฐสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งในขณะนั้นผู้ก่อตั้งถึงขั้นลงทุนตั้งโรงงานทำกระเบื้องดินเผาขึ้นมาเพื่อใช้บุผนังด้านนอกอาคารทั้งหลังโดยเฉพาะ ส่วนภายในโครงการประกอบด้วยอาคารศูนย์การค้าสูง 10 ชั้น และโรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว สูง 13 ชั้น ขนาด 420 ห้อง กาดสวนแก้วถือเป็นศูนย์การค้าที่ยิ่งใหญ่และทันสมัยที่สุดในเชียงใหม่ โดยมีแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนมากมาย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ซึ่งเป็นสาขาแรกในต่างจังหวัด ความบันเทิง โรงภาพยนตร์วิสต้าขนาด 7 โรง และโรงละครกาดเธียเตอร์ บนชั้น 5 ที่มีความจุถึง […]

เชียงใหม่ เมืองเหนือแดนพหุวัฒนธรรม

“แม่น้ำปิงไหลลงสู่เมืองใต้บ่ได้ไหลขึ้นเหนือแต่คนมากเหลือมาแอ๋วเมืองเหนือต่างเจื้อชาติกันไป พ่องก็เป็นคนไทย พ่องก็เป็นคนจีน อเมริกัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์พ่องก็เป็นเยอรมัน พ่องก็เป็นอินเดีย คนสิงคโปร์ คนอินโดนีเซียซัมพ่องก็ขาว ซัมพ่องก็ดำ”ยินดีต้อนรับ-จรัล มโนเพ็ชร-สุนทรีเวชานนท์ เชียงใหม่ในเวลานี้นับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากเป็นอันดับต้นของประเทศไทย เป็นอีกหมุดหมายสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายเข้ามาอาศัย จากการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานสำรวจการย้ายถิ่นของประชากร 10 อันดับจังหวัดที่คนย้ายทะเบียนบ้านเข้ามากที่สุดปี 2568 พบว่าเชียงใหม่อยู่ในอันดับที่ 4 ทำให้เชียงใหม่มีความหลากหลายของผู้คนกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ความหลากหลาย ถือเป็นส่วนหนึ่งที่แทรกซึมอยู่หลายแห่งในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม เราเรียกความหลากหลายในพื้นที่นี้ว่า “พหุวัฒนธรรม” ความเป็นพหุวัฒนธรรมนี้ได้แทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทยรวมถึงเชียงใหม่เองก็ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความหลากหลายกระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งในตัวเมืองและนอกตัวเมือง ความหลากหลายนี้เกิดขึ้นจากผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มาด้วยภาระหน้าที่ทางศาสนาหรือกลุ่มคนที่เข้ามาเพื่อทำการค้าขาย ไปจนถึงกลุ่มคนต่างเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ก่อนหน้าหรืออพยพเข้ามา กลุ่มคนเหล่านี้ได้ปรับเอาความแตกต่างในวัฒนธรรมของตนเองให้เข้ากับพื้นที่ใหม่ของพวกเขาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่นั้น ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกรุงศรีอยุธยาแตกพ่าย ภายหลังจากการบุกตีของพม่าจนแตกพ่ายเป็นครั้งที่ 2 ผู้คนที่หนีจากสงครามได้พากันกระจัดกระจายออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยก่อนจะถูกรวบรวมโดยพระเจ้าตากและเข้าต่อสู้เพื่อช่วงชิงเอกราชจากพม่ากลับมาอีกครั้งหนึ่ง ไฟแห่งสงครามที่ปะทุอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชียงใหม่ต้องกลายเป็นเมืองร้างไปช่วงหนึ่งเพราะการทำศึกที่ยืดเยื้อกับพม่า พระเจ้าตากจึงมีรับสั่งให้ทิ้งเมืองเชียงใหม่เสีย จนถึงพ.ศ. 2344 เมื่อกองทัพพม่าถูกขับไล่ออกจากล้านนาแล้วก็ได้เข้าสู่ยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ด้วยฝีมือของพระเจ้ากาวิละได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ เห็นว่าในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ไม่มีใครอาศัยอยู่จนกลายเป็นเมืองร้าง พระเจ้ากาวิละจึงชักชวนเจ้าน้องทั้ง 6 คน ไปตีหัวเมืองอื่นเพื่อกวาดต้อนคน เริ่มตั้งแต่เมืองฝางจนถึงสิบสองปันนา การไล่ตีเมืองและกวาดต้อนผู้คนในครั้งนี้นอกจากจะชวนเพิ่มประชากรให้เมืองเชียงใหม่แล้ว […]

The Kingdom’s Blacksmith ลัวะ : เหล็ก ล้านนา

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ The Kingdom’s Blacksmith ลัวะ : เหล็ก ล้านนา ที่จะชวนทุกคนมามองอดีตของล้านนาผ่านมุมมองของทรัพยากรและผู้คน สัมผัสคุณค่าของความเป็นล้านนา ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ค้นพบ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากท่าน นัชชา บูรณุปกรณ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอด และเผยแพร่ความรู้ทางด้านโบราณโลหะวิทยาของดินแดนล้านนา ให้เข้าถึงสังคม และประชาชนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ภายในงาน ได้มีกิจกรรมมากมาย ทั้งการฟังเสวนา มองอดีตผ่านทรัพยากร : ลัวะ เหล็ก และระบบเศรษฐกิจจารีตล้านนา จากคุณ ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ , ดร. ภีร์ เวณุนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ อาจารย์วิชญา มาแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ รับชมการแสดงฟ้อนดาบ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนา […]

1 2 3 42